posttoday
ฮ่องกง

ฮ่องกง

16 ตุลาคม 2557

ไม่มีใครทราบว่าปัญหาการเมืองในฮ่องกงขณะนี้จะจบอย่างไร และจบเมื่อใด แต่ที่แน่ๆ คือ รัฐบาลจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่กำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และที่ค่อนข้างแน่คือ นายเหลียงชุนหยิง ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงคนปัจจุบัน คงต้องจบบทบาททางการเมืองลงในไม่ช้าด้วยการลาออก

ไม่มีใครทราบว่าปัญหาการเมืองในฮ่องกงขณะนี้จะจบอย่างไร และจบเมื่อใด แต่ที่แน่ๆ คือ รัฐบาลจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่กำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และที่ค่อนข้างแน่คือ นายเหลียงชุนหยิง ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงคนปัจจุบัน คงต้องจบบทบาททางการเมืองลงในไม่ช้าด้วยการลาออก

การชุมนุมทางการเมืองในฮ่องกงเริ่มมากว่า 3 สัปดาห์แล้ว ข้อเรียกร้องหลักคือ ขอให้การเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดครั้งต่อไปในปี 2017 เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม โดยเปิดกว้างให้ใครลงสมัครก็ได้ แทนการให้เลือกคนที่ปักกิ่งต้องการให้เลือก

ส่วนข้อเรียกร้องรองลงไปคือให้นายเหลียงลาออก

สื่อตะวันตกให้สมญาการชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้ว่า ปฏิวัติร่ม เพราะมีผู้ชุมนุมจำนวนมากนำร่มติดตัวมาด้วย จุดประสงค์นอกจากจะใช้เป็นสัญลักษณ์แล้ว ยังใช้ป้องกันแก๊สน้ำตากับสเปรย์พริกไทยของตำรวจปราบจลาจลได้ด้วย

แม้ว่าสื่อจะใช้คำว่าปฏิวัติร่มอย่างแพร่หลาย แต่ผู้ชุมนุมเองส่วนใหญ่กลับไม่ใคร่ชอบชื่อนี้ ด้วยเหตุผลว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่ใช่การปฏิวัติ ไม่ได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และไม่ได้ต่อต้านจีน เพียงเป็นการร้องขอสิ่งที่พึงเป็นสิทธิพื้นฐานเท่านั้น

การชุมนุมครั้งนี้ไม่มีภาพของการจัดตั้ง ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษา มีการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ 34 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีแกนนำที่ขึ้นเวทีปราศัยและนัดแนะในเรื่องกิจกรรมต่างๆ

การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบและเป็นระเบียบ มีการเก็บกวาดและการตั้งศูนย์รีไซเคิลเพื่อไม่ให้มีขยะสกปรก มีความพยายามอธิบายหลักการและเหตุผลโดยการเขียนเป็นโน้ตทิ้งไว้ให้คนอ่าน แม้แต่ชื่อเรียกก็พยายามให้มีภาพความเป็นมิตรและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เช่น ออคคิวพายเซ็นทรัลด้วยความรักและสันติภาพ เป็นต้น

ผมไม่แน่ใจว่าคนหนุ่มสาวฮ่องกงได้ศึกษาและเรียนรู้จากการชุมนุมขับไล่รัฐบาลครั้งล่าสุดของเราหรือไม่ เพราะมีความคล้ายคลึงในหลายๆ เรื่อง ยกเว้นบรรยากาศการชุมนุมที่มีความบันเทิงน้อยกว่าของเรา ขาดดนตรีและการแสดงบนเวที รวมทั้งไม่มีการขายสินค้าและอาหารข้างถนนกันอย่างแพร่หลาย

แต่ฝ่ายรัฐบาลก็ช่วยเรียกแขกให้ในทางอ้อมด้วยการใช้แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทยในวันแรกๆ ปล่อยให้มีม็อบชนม็อบในเวลาต่อมา และล่าสุดนัดจะเจรจาแต่ก่อนถึงเวลากลับประกาศยกเลิก

น่าสังเกตว่า รัฐบาลหลายประเทศ ไม่ว่า ไทย ฮ่องกง ยูเครน หรืออียิปต์ ต่างชอบคิดว่าการข่มขู่หรือปราบปรามจะทำให้ประชาชนไม่กล้าออกมาร่วมชุมนุม ซึ่งก็อาจจะจริงสำหรับคนบางกลุ่ม แต่ในขณะเดียวกันก็ไปปลุกเร้าอีกบางกลุ่มให้ออกมามากขึ้น รวมทั้งทำให้การชุมนุมได้รับความเห็นอกเห็นใจมากขึ้นด้วย

ในกรณีของฮ่องกง หากเปรียบเทียบภาพลักษณ์ของทั้งสองฝ่าย จะเห็นได้ชัดว่าทางการฮ่องกงกับรัฐบาลจีนอยู่ในฐานะเสียเปรียบ

ฝ่ายผู้ชุมนุมเป็นคนหนุ่มสาวที่มีการศึกษา มีภาพความบริสุทธิ์ใจและไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลมีภาพของการมีวาระซ่อนเร้น กำหนดกฎเกณฑ์การเลือกตั้งให้เป็นไปตามใบสั่งจากปักกิ่ง นอกจากนี้ ตัวนายเหลียงยังมีภาพมัวหมองเรื่องผลประโยชน์อีกด้วย

สำหรับรัฐบาลจีน กลุ่มผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งตัวประธานาธิบดีสีจิ้นผิงพยายามวางตัวเหนือความขัดแย้ง หลีกเลี่ยงการเอาตัวเข้าไปพัวพัน เช่น บอกปัดว่าปักกิ่งไม่เกี่ยว การจะจัดการกับการชุมนุมอย่างไรเป็นเรื่องของทางการฮ่องกง

ภายในประเทศจีน การเสนอข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมมีค่อนข้างจำกัด ส่วนในเวทีระหว่างประเทศ จีนพยายามทำให้เกิดภาพว่าสหรัฐเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยมีหน่วยงานหนึ่งในสังกัดสภาคองเกรสของสหรัฐเป็นผู้ยุยงสนับสนุนแกนนำนักศึกษาให้ก่อความวุ่นวาย

การที่สหรัฐจะสนับสนุนการชุมนุมคงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าสหรัฐไม่ใคร่พอใจท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นเป็นลำดับของจีน แต่อีกด้านหนึ่ง กลุ่มนักศึกษาฮ่องกงก็คงไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของใครง่ายๆ หากทางการจีนไม่เป็นฝ่ายจุดชนวนเอง นักศึกษาคงไม่ออกมาชุมนุมเต็มท้องถนน

สำหรับปักกิ่ง ปัญหาในฮ่องกงอาจมีผลกระทบกว้างไกล เพราะยังมีความอ่อนไหวในเรื่องการอยากขอแยกดินแดนอีกหลายจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิเบตกับซินเจียง

ด้วยเหตุนี้ โอกาสที่จีนจะยอมทำตามเงื่อนไขทั้งหมดของผู้ชุมนุมจึงเป็นไปไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน การจะปราบปรามรุนแรงเหมือนที่เคยทำที่เทียนอันเหมินเมื่อ 24 ปีก่อนก็ทำไม่ได้เช่นกัน

แม้ว่าขนาดของการชุมนุมในฮ่องกงจะเล็กกว่าเทียนอันเหมิน แต่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อมากกว่า

จุดอ่อนของเรื่องทั้งหมดมีมาตั้งแต่จีนรับมอบฮ่องกงคืนมาจากอังกฤษในปี 1997 แล้ว โดยการไปให้สัญญาว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุด ซึ่งการเลือกตั้งครั้งแรกไม่มีปัญหา เพราะคนฮ่องกงได้สิทธิพิเศษเหนือมณฑลอื่นของจีน กล่าวคือใครจะมาปกครองฮ่องกงจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคนฮ่องกงเสียก่อน

แต่เพียงอีกไม่กี่ปีต่อมา เมื่อคนฮ่องกงมีความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจและสังคมของตนเองมากขึ้น ก็หันมาพิเคราะห์พิจารณาระบบการเลือกผู้บริหารสูงสุด และเห็นชัดว่าเป็นระบบการเลือกตั้งที่ไม่เป็นสากล

เสียงเรียกร้องให้การเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมมีมากว่าสิบปีแล้ว คือตั้งแต่ปี 2003 โดยเป็นเรื่องที่ทางการจีนไม่เคยให้คำตอบที่ผู้เรียกร้องพอใจ ได้แต่เดินหน้าทำสิ่งที่อ้างว่าเป็นการปฏิรูป ทั้งๆ ที่สาระที่แท้จริงไม่เคยเปลี่ยน คือปักกิ่งต้องได้คนที่ไว้ใจได้เป็นผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง

หน้าฉากเป็นการเลือกตั้ง แต่หลังฉากเป็นการแต่งตั้ง

แต่สังคมฮ่องกงเป็นสังคมที่พัฒนาไปไกลกว่าสังคมภายในประเทศจีนเอง คนฮ่องกงส่วนใหญ่จึงมองทะลุปรุโปร่งว่าประชาธิปไตยที่ได้รับเป็นเพียงประชาธิปไตยหลอกๆ

หากย้อนกลับไปปี 1997 ได้ ผมเชื่อว่าจีนคงไม่ยอมรับเงื่อนไขของอังกฤษที่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุด เพราะตลอดเวลาร้อยกว่าปีที่อังกฤษปกครองฮ่องกงมา ก็ไม่เคยให้โอกาสคนฮ่องกงเลือกผู้ปกครองของตนเอง มีแต่ผู้ว่าราชการฮ่องกงที่ส่งตรงมาจากลอนดอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท