posttoday
ใครได้-ใครเสียในวันที่น้ำมันโลกดิ่งเหว

ใครได้-ใครเสียในวันที่น้ำมันโลกดิ่งเหว

16 ตุลาคม 2557

นับเป็นราคาน้ำมันที่ร่วงในรอบ 1 วัน มากที่สุดในเวลาเกือบ 2 ปี โดยราคาน้ำมันเมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

นับเป็นราคาน้ำมันที่ร่วงในรอบ 1 วัน มากที่สุดในเวลาเกือบ 2 ปี โดยราคาน้ำมันเมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในตลาดนิวยอร์ก ปรับตัวลดลงแตะระดับ 81.84 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล นับเป็นราคาปิดตลาดที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2012 ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เอง ก็ปรับตัวลดลงถึง 4.3% หรือ 3.85 เหรียญสหรัฐ ร่วงลงแตะระดับ 85.04 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล นับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 4 ปีเลยทีเดียว

การปรับตัวของราคาน้ำมันนั้นก็มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งจีนและ 18 ประเทศยูโรโซน ที่ส่งผลให้ทางองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ปรับลดการคาดการณ์ความต้องการบริโภคน้ำมันทั่วโลกในปี 2014 ลงเหลือเพียง 7 แสนบาร์เรล/วัน ซึ่งนับเป็นระดับความต้องการที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี รวมไปถึงซัพพลายของน้ำมันที่มากขึ้นจากความสามารถในการผลิตของสหรัฐ และการที่ประเทศในองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ตัดสินใจที่จะไม่ลดกำลังการผลิตลง

ดังนั้นแล้ว จากราคาน้ำมันที่ลดลงก็ย่อมจะส่งผลทั้งในด้านดีและด้านเสียต่อบรรดาประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยผลดีย่อมเกิดขึ้นกับประเทศที่นำเข้าน้ำมันเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ประเทศที่เสียประโยชน์ก็คือ ประเทศที่ส่งออกน้ำมันเป็นหลัก อันได้แก่ กลุ่มโอเปก รัสเซีย และกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) เพราะเมื่อราคาลดลงย่อมทำให้รายได้ของประเทศเหล่านั้นลดลงตามไปด้วย

สำหรับ โอเปก ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ส่งออกน้ำมันคิดเป็น 1 ใน 3 ของการซัพพลายพลังงานทั้งหมดของโลก ทางดิ อีโคโนมิสต์ ได้เปิดเผยกราฟซึ่งอ้างอิงข้อมูลของดอยช์แบงก์ และธอมป์สัน รอยเตอร์ส ไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับจุดคุ้มทุนของบรรดาผู้ส่งออกน้ำมันแต่ละประเทศ ว่าราคาน้ำมันควรอยู่ที่เท่าใด ที่จะทำให้รัฐบาลนั้นๆ เกินดุลงบประมาณ

รายงานจากกราฟพบว่า เมื่อถึงเดือน ต.ค. ที่ราคาน้ำมันเบรนต์ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้ส่งผลให้ประเทศเวเนซุเอลา ไนจีเรีย อิรัก ลิเบีย ซาอุดิอาระเบีย ประสบกับการขาดดุลงบประมาณ

ในกรณีของ “เวเนซุเอลา” นั้น ทางนักวิเคราะห์บางส่วน มองว่ามีโอกาสที่ประเทศจะเข้าสู่วิกฤตทางการเมือง เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำมันตกต่ำลงอย่างมาก โดยเวเนซุเอลาต้องการให้น้ำมันมีราคาสูงถึง 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จึงจะเกินดุลงบประมาณ ซึ่งแนวโน้มที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำในขณะนี้ ต้องบอกว่าเป็นไปได้ยากมาก เพราะจุดสูงสุดของปีนี้เมื่อช่วงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันยังคงไต่ไม่ถึงระดับดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย

“ราคาน้ำมันของเวเนซุเอลานั้นสูงมาเป็นระยะเวลาหลายปี ทว่าประเทศก็ยังคงประสบปัญหาในการจ่ายหนี้ที่ราคาน้ำมันเหล่านั้นอยู่” รัสส์ ดอลเล็น พาร์ตเนอร์ของคาราคัส แคปปิตอล มาร์เก็ต บริษัทหลักทรัพย์ในเวเนซุเอลา ระบุ

ในขณะที่ “อิหร่าน” แม้สัญญาณทางเศรษฐกิจในปีนี้ของอิหร่านจะมีท่าทีสดใสก็ตาม ทว่าปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันกลับดูว่าจะกลายเป็นอุปสรรคขวางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากว่าหากอิหร่านต้องการเกินดุลงบประมาณ ราคาน้ำมันเบรนต์ต้องอยู่สูงกว่าระดับ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ฉะนั้นแล้วเมื่อราคาน้ำมันลดลง ย่อมส่งผลกระทบให้รัฐบาลอิหร่านต้องหารายได้จากทางอื่น ซึ่งหนึ่งในมาตรการอาจจะเป็นการอุดหนุนราคาพลังงานลงภายในประเทศ ที่แน่นอนว่าย่อมไม่ได้รับความพอใจจากประชาชน

ด้านของ “รัสเซีย” นั้น ต้องบอกว่าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกัน เนื่องจากว่าในขณะนี้เองเศรษฐกิจรัสเซียก็ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อราคาน้ำมันซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 45% ของรายได้ประเทศลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลและเศรษฐกิจอย่างแน่นอน

ทางธนาคารสเบอร์แบงก์ ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลงไปอยู่ที่ 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของรัสเซียถึง 1.2% ขณะที่ แม็กซิม โอเรชกิน หัวหน้าฝ่ายวางแผนเชิงกลยุทธ์ของกระทรวงการคลังของรัสเซีย ประเมินว่า รัสเซียจะเสียหายถึง 8 หมื่นล้านรูเบิล (ราว 6.4 หมื่นล้านบาท) ต่อการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมัน 1 เหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้แล้ว คลิฟฟอร์ แกดดี นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันบรูคกิ้ง องค์กรด้านนโยบายสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไร ระบุว่า อุตสาหกรรมก๊าซและพลังงานของรัสเซียช่วยเศรษฐกิจรัสเซียในหลายๆ ทาง ยกตัวอย่างเช่น บริษัทน้ำมันจะถูกกดดันให้ซื้อเครื่องจักรจากโรงงานรัสเซีย ซึ่งโรงงานเหล่านี้จะช่วยสร้างงานให้กับคนทั่วประเทศ ฉะนั้นแล้วเมื่อราคาน้ำมันลดลงย่อมเป็นปัจจัยที่กดดันระบบนี้ให้อยู่ภายใต้ความลำบากมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่ “สหรัฐ” เอง แม้ว่าจะขึ้นแท่นเป็นประเทศที่มีความสามารถในการผลิตน้ำมันมาก ทว่าใช่ว่าสหรัฐจะได้ประโยชน์เสมอไป เพราะการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในครั้งนี้เกิดมาจากปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ และแม้ว่าประชาชนจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจไปได้เช่นกัน

“ถ้าเราไม่มีตลาดที่จะขายสินค้าส่งออกของเรา นั่นก็จะฉุดเศรษฐกิจโดยภาพรวมเช่นกัน” เจมส์ แฮมิลตัน อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ซานดิอาโก ระบุกับวอลสตรีท เจอร์นัล

ด้าน “กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม” ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลง เนื่องจากว่ารายได้หลักของกลุ่มนี้มาจากการลักลอบส่งออกน้ำมันนั่นเอง โดยมีรายงานว่า เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทางกลุ่มสามารถระดมทุนจากการกระทำดังกล่าวได้ถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐ/วัน (ราว 64 ล้านบาท) เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามการโจมตีทางอากาศของกลุ่มพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐ ช่วยให้ไอเอสส่งออกน้ำมันได้ลดลง โดยข้อมูลจากไออีเอ ประเมินว่า กลุ่มไอเอสสามารถควบคุมการผลิตน้ำมันได้เพียง 2 หมื่นบาร์เรล/วันเท่านั้น ซึ่งลดลงจากเดือน ส.ค. ที่สามารถผลิตได้วันละ 7 หมื่นบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่ผลเสียเสมอไปกับการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง เนื่องจากกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นจำนวนมากย่อมได้ประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย และไต้หวัน เพราะการลดลงของราคาน้ำมันไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องการลดปริมาณของการขาดดุลการค้า ทว่ายังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการอุดหนุนราคาพลังงานของบางประเทศด้วย

ในกรณีการลดงบประมาณขาดดุลนั้น เห็นได้จากประเทศญี่ปุ่นที่ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2011 ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกเป็นจำนวนมหาศาล ได้ส่งผลให้งบประมาณขาดดุลของญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นพบว่า การขาดดุลการค้าเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นการขาดดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 26 กระนั้นก็ตาม แนวโน้มการขาดดุลการค้าของญี่ปุ่นนั้นมีแนวโน้มที่จะลดลง เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงเช่นกัน

ในขณะที่ประเทศที่มีการอุดหนุนราคาพลังงานอย่างอินโดนีเซียและอินเดีย ที่มีการนำเข้าพลังงานถึง 75% ก็มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง ไม่เพียงเท่านั้น อาจจะยังช่วยทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงของทั้งสองประเทศปรับตัวลดลงด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท