ตีแผ่ "แก๊งฉกหนังสือ" ในงานหนังสือแห่งชาติ
เรื่องที่นักอ่านไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับปัญหา “หนังสือหาย”ในงานหนังสือแห่งชาติ
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
ทุกครั้งที่มีการจัดงานหนังสือครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะ "สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" หรือ “มหกรรมหนังสือระดับชาติ” ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดูเหมือนว่าบรรดาแก๊งมิจฉาชีพจะอาละวาดหนักเป็นพิเศษ ใครพลาดใครเผลอไม่ดูแลทรัพย์สินมีค่าทั้งกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ แม้กระทั่งหนังสือที่วางขายตามบูธ
มีหวังโดนฉกหายไม่รู้ตัวแน่นอน
หนังสือหายไม่ใช่เรื่องเล็ก
ปัญหาเรื่องหัวขโมยในร้านหนังสือ อาจดูเป็นเรื่องขี้ผง แต่เชื่อหรือไม่ว่าหนังสือที่หายจากร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศได้สร้างความเสียหายเป็นมูลค่านับร้อยล้านบาทต่อปี ถึงขนาดเคยตกเป็นข่าวใหญ่มาแล้วเมื่อปี 2551
มีการเปิดเผยว่าสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีหนังสือหายมาตลอด โดยเฉพาะร้านหนังสือขนาดใหญ่ เช่น ซีเอ็ดบุ๊ก ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บีทูเอส ร้านนายอินทร์ ถือเป็นเป้าหมายหลักของเหล่ามอดไม้แห่งสวนอักษร
พฤติการณ์ขโมยหนังสือแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ขโมยเพราะไม่มีเงินซื้ออ่าน แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือขโมยแบบเป็นธุรกิจส่งต่อไปยังร้านหนังสือมือสอง ร้านหนังสือเก่า ร้านหนังสือให้เช่า ซึ่งหนังสือยอดนิยมที่มักถูกขโมยตามใบสั่ง เช่น วรรณกรรมเยาวชนชื่อดังอย่างแฮร์รี พอตเตอร์ วรรณกรรมแปลต่างประเทศ หนังสือที่จำหน่ายเป็นชุดบ็อกเซตอย่างสามก๊ก นิยายไทย นิยายวัยรุ่นสำนักพิมพ์แจ่มใส หนังสือออกใหม่ และหนังสือติดอันดับขายดี
“ผมแบ่งหน้าที่กันทำ คนนึงจะสวมเสื้อหลวมๆเข้าไปหยิบหนังสือนำมาส่งต่อให้เพื่อนที่รออยู่หน้าห้าง เสร็จแล้วก็เข้าไปขโมยใหม่ เมื่อได้จนพอใจแล้วก็จะรวบรวมหนังสือไปขายที่ตลาดนัดสวนจตุจักรในราคาต่ำกว่าปก 50 %”เป็นคำให้การของแก๊งขโมยหนังสือรายหนึ่งที่เคยถูกจับกุมข้อหาลักทรัพย์
เขาสารภาพว่างานง่าย แถมโทษเบา ซึ่งเป็นคดีลหุโทษ ปรับไม่เกิน 6,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือรอลงอาญาเท่านั้น สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่ามิจฉาชีพเหล่านี้มักเป็นหน้าเดิมๆ ก่อเหตุซ้ำซาก ทั้งยังไม่มีเจ้าทุกข์เอาผิด แถมหนังสือที่ขโมยมาขายต่อยังตรวจสอบที่มาได้ยาก
ดังนั้นหากไม่สามารถจับได้คาหนังคาเขา ไม่มีหลักฐาน ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาผิดคนกลุ่มนี้
จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน
มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 19 (Book Expo Thailand 2014) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-26 ต.ค.2557 มีสำนักพิมพ์กว่า 435 แห่งมาตั้งร้านจำหน่ายหนังสือรวมทั้งสิ้น 923 บูท คาดว่าแต่ละวันมีผู้เข้าชมงานวันละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน
พรศักดิ์ ปิ่นขุนทอง หัวหน้าฝ่ายพ็อคเกตบุ๊ก สำนักพิมพ์มติชน เผยว่าปัญหาหนังสือหายเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี
“ยิ่งสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ คนแน่นๆ โอกาสพลาดเยอะ หนังสือหายในที่นี้มีทั้งคิดเงินผิด ลูกค้าลืมจ่ายเงิน และโดนขโมย เท่าที่เราเคยจับได้ บางคนแต่งตัวดีแต่ทำเนียนลืมจ่ายเงิน บางคนสวมเสื้อผ้าหลวมๆเลือกหนังสือนานๆพอเผลอก็ยัดใส่เสื้อ เราต้องระมัดระวังมาก เพราะถ้าจับไม่ได้คาหนังคาเขา แล้วไปกล่าวหาลูกค้า เราจะเสียหายมากๆครับ
เราใช้วิธีป้องกันด้วยการจัดโซนให้เป็นระเบียบ มีทางเข้าทางออกชัดเจน ไม่เปิดโล่งจนเกินไป แล้วยังเพิ่มพนักงานคอยสอดส่องดูแลอยู่ทั่วบริเวณ”
บางสำนักพิมพ์ใช้วิธีฝังแถบแม่เหล็กลงบนปกหนังสือ บ้างให้พนักงานเฝ้าประจำจุดเสี่ยง บ้างย้ายหนังสือใหม่และหนังสือชุดราคาแพงไว้ใกล้เคาเตอร์ แต่ไม่มีใครกล้าลงทุนติดกล้องวงจรปิด เนื่องจากเห็นว่ามีราคาสูงและไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด
“การป้องกันมันยาก แถมพวกนี้ยังมีเยอะ ยกตัวอย่างงานหนังสือ แต่ละสำนักพิมพ์จะมีอัตราการสูญหายของหนังสือในสต็อกไว้เลยด้วยซ้ำว่าไม่ให้เกินกี่เปอร์เซนต์ บูธไม่ค่อยดังคนเข้าไม่เยอะ อัตราสูญหายมันก็น้อย แต่ถ้าบูธใหญ่ๆดังๆ ตอนเช็คสต็อกปิดยอดต่อวัน ต้องมานั่งลุ้นกันเลยว่าจะโดนหักกันคนละเท่าไหร่ มีหายแทบทุกวันครับ”อดีตพนักงานขายหนังสือพาร์ทไทม์เล่าให้ฟัง
ชัยฤทธิ์ (นามสมมติ) เจ้าของร้านหนังสือขนาดกลางรายหนึ่ง เปิดเผยข้อมูลน่าตกใจให้ฟังว่าหนังสือที่หายในงานหนังสือบางส่วนเกิดขึ้นจากน้ำมือคนขายด้วยกันเอง
“สักประมาณ 21.00 น. เป็นต้นไป หลายบูธจะเริ่มปิด เขาก็เอาผ้ามาคลุมๆ ไม่มีคนเฝ้า ไอ้พวกร้านหนังสือมือสองบางร้านมันก็ทำทีเป็นจัดหนังสือ ถึงเวลาไม่มีคนมันก็มุดไปยกหนังสือออกมาเป็นห่อๆเลย กล้องวงจรปิดก็ไม่มี แล้วจะขนไปไหนได้ก็เอาไปซุกไว้ในบูธมันนั่นแหละ ลำพังคนขโมยไปอ่านเล่มสองเล่มมันแค่เด็กๆ แต่หนังสือที่พวกนี้ตั้งใจขโมยเป็นหนังสือที่ได้รับออเดอร์มา ... หนังสือใหม่ๆทั้งนั้น พวกหนังสือเก่าหายากคุณขโมยไม่ได้หรอก เพราะเจ้าของร้านเขาดูแลดี”
เขาบอกว่าเป็นที่รู้กันในหมู่คนขายหนังสือด้วยกัน แต่ไม่มีใครเอาผิดได้ เพราะไม่มีหลักฐานชัดแจ้งคาตา ทำได้แค่เพียงบอกกล่าวให้ระมัดระวังกันเอง
อย่างไรก็ตาม เจ้าของร้านหนังสือมือสองรายหนึ่งย่านตลาดนัดสวนจตุจักร ซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่ารับซื้อหนังสือโจร เขายืนยันว่าหนังสือที่มีผู้นำมาขายทางร้านนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างแน่ชัดได้ว่าขโมย หรือซื้อมา ยิ่งซักไซร้ไล่เรียงก็เกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท จึงดำเนินการรับซื้อไปตามปกติ
มือถือ-กระเป๋าสตางค์สำคัญกว่า
จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย มองว่าปัญหาเรื่องขโมยหนังสือในงานหนังสือไม่น่าเป็นห่วงเท่าขบวนการมิจฉาชีพที่จ้องมาฉกเอาทรัพย์สินมีค่าจำพวกกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ และแทบเล็ต
“โดยส่วนตัว ปัญหาเรื่องขโมยหนังสือไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าขโมยทรัพย์สินมีค่า คนที่จ้องขโมยหนังสือเป็นล่ำเป็นสันมีไม่เยอะหรอก หนังสือไม่ใช่เครื่องใช้ไฟฟ้า จะขโมยไปขายต่อที่ไหน แล้วจะได้ราคาสักเท่าไหร่กันเชียว ถ้าขโมยไปอ่าน ผมยินดีให้มันไปฟรีๆเลย
เดี๋ยวนี้มันน่ากลัวกว่าคือพวกจ้องล้วงกระเป๋าเอาเงิน เอาโทรศัพท์ ทุกปีเรารณรงค์ป่าวประกาศก็แล้ว เพิ่มความระมัดมัดระวังก็แล้ว แต่ก็ยังหายไม่ต่ำกว่า 10 ราย ดีไม่ดีถ้าเจ้าของร้านขายหนังสือเผลอมันฉกเอากระป๋องเก็บเงินไปก็เคยมาแล้ว”
จะหนังสือ กระเป๋าสตางค์ หรือโทรศัพท์มือถือ หากไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท หมั่นสอดส่องดูแล ระมัดระวังป้องกันตัวเองอย่างรัดกุม
เชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดก็น่าจะช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้เหล่าหัวขโมยแผลงฤทธิ์ได้อย่างง่ายดายนัก







