
หนทางสู่ความสุขของไทย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ได้กำหนดกรอบเวลาการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวรไว้ในมาตรา 31 ถึงมาตรา 37 ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นทางสู่ความสุขของคนไทย ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกแบบไว้
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ได้กำหนดกรอบเวลาการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวรไว้ในมาตรา 31 ถึงมาตรา 37 ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นทางสู่ความสุขของคนไทย ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกแบบไว้
คณะบุคคลที่เป็นผู้ดำเนินการให้คนไทยมีความสุข คือ สายธารทั้ง 5 ที่รัฐธรรมนูญกำหนด ได้แก่ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผู้ออกแบบ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นผู้จัดทำ คสช.และคณะรัฐมนตรี เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องและเหมาะสม ส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นผู้จัดทำกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้ เริ่มจากวันเปิดประชุม สปช.นัดแรก วันที่ 21 ต.ค.นี้
หลังจากนั้น 15 วัน หรือภายในวันที่ 5 พ.ย. ประธาน สปช.ต้องแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ 36 คน ประกอบด้วย ประธานที่ สนช.เสนอ สปช.เสนอ 20 คน และ สนช. คสช. และ ครม.เสนอฝ่ายละ 5 คน
ขณะเดียวกัน สปช.ต้องเริ่มออกแบบระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม และส่วนประกอบอื่นๆ ได้แก่ การบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองท้องถิ่น กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การศึกษา พลังงาน สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สื่อสารมวลชน และอื่นๆ ส่งให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ภายใน 60 วัน นับแต่วันเปิดประชุมนัดแรก หรือประมาณวันที่ 20 พ.ย. 2557
สาระของการอยู่ร่วมกันของคนไทยที่ สปช.ต้องเสนอนั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 35 ได้กำหนดให้ต้องมีสาระสำคัญ 2 ประการ
ประการแรก ต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในเรื่องต่อไปนี้
(1) การป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน
(2) การป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด
(3) ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(4) การปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว
(5) การใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน โดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไกการตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ
(6) การป้องกันมิให้มีการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้
ประการที่สอง ต้องมีกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป
นอกจากนั้น ได้กำหนดให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าที่ต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่จำเป็นต้องมี ให้พิจารณามาตรการที่จะให้การดำเนินงานขององค์กรดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย
เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้รับความเห็นหรือข้อเสนอแนะจาก สปช.แล้ว ให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน หรือประมาณวันที่ 21 เม.ย. 2558
จากนั้นคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะส่งให้ สปช.พิจารณาและเสนอความเห็น โดยกำหนดให้ประธาน สปช.จัดประชุม สปช.ภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างฯ หรือประมาณวันที่ 30 เม.ย. 2558 เพื่อพิจารณาเสนอแนะและให้ความเห็น โดยให้เสนอคำขอแก้ไขเพิ่มเติมต่อประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ สปช.พิจารณาเสร็จ (ประเมินว่าใช้เวลา 3 วัน) หรือราววันที่ 2 มิ.ย. 2558
ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ คสช.และ ครม.พิจารณาเสนอความคิดเห็นหรือยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมต่อประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ
คณะกรรมาธิการยกร่างฯ มีเวลาพิจารณาความเห็นและคำขอแก้ไขเพิ่มเติมของ สปช. คสช. และ ครม. 60 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งประเมินว่าร่างรัฐธรรมนูญจะเสร็จสมบูรณ์เพื่อส่งให้ สปช.พิจารณาให้ความเห็นชอบประมาณวันที่ 1 ส.ค. 2558
สภาปฏิรูปแห่งชาติต้องพิจารณาและมีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือราววันที่ 15 ส.ค. 2558
เมื่อ สปช.มีมติให้ความเห็นชอบ ประธาน สปช.ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ สปช.มีมติ หรือประมาณวันที่ 14 ก.ย. 2558 เมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้ประธาน สปช.ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งคาดว่าเส้นทางแห่งความสุขของคนไทยจะเสร็จสิ้นตามกระบวนการภายในเดือน ต.ค. 2558
กรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน แล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 38 ได้บัญญัติว่า ในกรณีที่ สปช.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ หรือร่างรัฐธรรมนูญตกไปตามวรรคก่อน ให้ สปช.และกรรมาธิการยกร่างฯ เป็นอันสิ้นสุด และให้มีการดำเนินการเพื่อแต่งตั้ง สปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดใหม่ โดยบุคคลชุดเดิมไม่สามารถเป็นได้อีก
หากเป็นกรณีคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จตามกำหนด ให้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมาธิการฯ ชุดเดิมสิ้นสุดลง
นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 39 ได้บัญญัติว่า เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นที่จำเป็นส่งให้ สนช.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
ในการนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติอาจแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่จำเป็นก็ได้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่แล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้นั้น
อย่างไรก็ดี ถ้าใช้การวิเคราะห์ข่ายงาน หรือ PERT (Plan Evaluation and Review Technique) มาตรวจสอบเส้นทางคืนความสุขนี้ จะเห็นว่าเส้นทางวิกฤต (Critical Path) อยู่ในช่วงวันที่ 21 ต.ค.20 พ.ย. 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่ สปช.จัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เพื่อประโยชน์ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และการคัดตัวบุคคลเป็นตัวแทน สปช.ในกรรมาธิการยกร่างฯ
กิจกรรมทั้งสองเรื่องนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางไปสู่ความสุขของคนไทยซึ่งต้องเริ่มให้ถูกต้อง แต่การทำงานในระบบสภาที่ประกอบด้วยคนที่หลากหลาย และทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะให้ความเห็นเพื่อปฏิรูปประเทศทั้งสิ้น อีกทั้งระบบการทำงานของรัฐสภาที่จะนำมาประยุกต์ใช้จำเป็นต้องใช้เวลา จึงเป็นความท้าทายของบุคคลที่จะมาเป็นประธาน สปช.ที่จะบริหารจัดการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอย่างดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว
นักการทหารในอดีตสอนอยู่เสมอว่า วางแผนดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ท่านว่าที่ประธาน สปช.ต้องเริ่มวางแผนได้แล้วว่า ตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. 2557
ท่านจะทำอย่างไรให้สมาชิก สปช.ร่วมใจกันคืนความสุขได้ตามระยะเวลาที่กำหนด







