
รัฐควรสนับสนุนการวิจัยกับใคร
หลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้พยายามสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SME : Small และ Medium Enterprise) ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมาก โดยมีความเชื่อทั้งจากทฤษฎีและการศึกษาว่า การสนับสนุนส่งเสริม SME ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจะทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาเฟื่องฟูทั้งในแง่ของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และในแง่ของการส่งเสริมความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเนื่องจากว่า
หลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้พยายามสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SME : Small และ Medium Enterprise) ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมาก โดยมีความเชื่อทั้งจากทฤษฎีและการศึกษาว่า การสนับสนุนส่งเสริม SME ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจะทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาเฟื่องฟูทั้งในแง่ของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และในแง่ของการส่งเสริมความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเนื่องจากว่า
การมีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาสามารถนำมาตีเป็นมูลค่าทางธุรกิจ โดยถือว่าเป็นสินทรัพย์ได้
เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญามีทางเลือกที่จะนำทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวเข้าสู่ตลาดในรูปแบบใดก็ได้ เช่น พัฒนามาเป็นสินค้าอุตสาหกรรมเอง หรือขายสิทธิให้คนอื่นนำไปผลิต เป็นต้น
นอกจากนี้ การมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิทางด้านทรัพย์สินทางปัญญายังคุ้มครองเจ้าของสิทธิให้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง และเจ้าของสามารถตัดสินใจเองได้ว่าจะให้ใครใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของตน และใช้อย่างไร รวมถึงการลดโอกาสที่สินค้าหรือบริการจะถูกลอกเลียนแบบ หรือเครื่องหมายการค้าจะถูกปลอมแปลงด้วย
ทั้งนี้ การที่ผู้เขียนใช้คำว่าทรัพย์สินทางปัญญา เพราะจะให้เห็นภาพรวมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ฯลฯ แต่ที่จะเกี่ยวข้องกับ SME จริงๆ ก็น่าจะเป็น 4 ตัวนี้ที่เมื่อ SME ได้รับการสนับสนุนแล้ว จะมีผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจาก SME เป็นเสาหลักเศรษฐกิจเสาหนึ่ง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ตัวอย่างของประเทศไทยก็จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมามี SME ประมาณ 2 ล้าน ดังนั้น SME เหล่านี้จึงมีการจ้างงาน สร้างงานใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่ม รายได้ กำไร ในประเทศอย่างมาก รวมถึงการส่งออกด้วย
ดังนั้น ถ้ายิ่งพัฒนา SME ให้เติบโตขึ้นมากๆ เศรษฐกิจก็จะเติบโตตามไปด้วย ในทางปฏิบัติจึงต้องดึงทรัพย์สินทางปัญญาเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ SME เพียงลำพังจะทำไม่ได้ จึงต้องมีหน่วยงานเข้าไปช่วยตั้งแต่การเชื่อมโยงกับศูนย์ความรู้ ได้แก่ สถาบันต่างๆ มหาวิทยาลัย ห้องทดลอง นอกจากนี้ยังต้องมีหน่วยงานให้ค่าปรึกษา รวมไปถึงการที่จะนำสินค้าหรือบริการออกสู่ตลาด หรือแม้แต่การสร้างเครือข่ายระหว่าง SME ด้วยกันเอง
จากข้อเท็จจริงและเหตุผลข้างต้นรัฐบาลแต่ละสมัย โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงได้ทุ่มเทสนับสนุน SME มาโดยตลอด ซึ่งผู้เขียนก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และควรกระทำ แต่การได้ทุ่มเทมาเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร จนมาถึงจุดนี้ทำให้ผู้เขียนเริ่มสงสัยว่า ในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะสิทธิบัตร การช่วยเหลือ SME เพียงเสาหลักเดียวของเศรษฐกิจจะเพียงพอ หรือการที่องค์การระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งครอบงำโดยประเทศที่พัฒนาแล้วพยายามชี้นำให้ประเทศกำลังพัฒนาช่วยเหลือ SME เพียงอย่างเดียวถูกต้องหรือไม่ แน่นอนว่า หลายๆ ธุรกิจแม้แต่ในสหรัฐเติบโตมาจาก SME อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าสังเกตจะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วธุรกิจเหล่านั้นจะเป็นธุรกิจทางด้าน IT ไม่ว่าจะเป็น Apple, Facebook ฯลฯ โอกาสที่ธุรกิจ SME จะเติบโตจากสิทธิบัตร อย่างก้าวกระโดดนั้นมีน้อย เพราะการลงทุนในการวิจัยทางด้านการประดิษฐ์ที่ใช้เทคโนโลยีสูงนั้น ต้องใช้ทุนสูงมากในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะในขั้นการทำโปรโตไทพ์ (Prototype) และพัฒนาจาก Prototype ไปสู่โรงงานจำลอง โรงงานจริง และไปสู่ตลาด ยิ่งหากเป็นเรื่องของยาก็ยังมีช่วงของการทดสอบอีกเป็น 10 ปี ซึ่งในที่สุดอาจจะล้มเหลวก็ได้ จึงเห็นได้ว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทใหญ่ๆ ที่มีการลงทุนในการวิจัยพัฒนาในเทคโนโลยีขั้นสูง บริษัทเหล่านี้มีความเป็นปึกแผ่น เป็นบริษัทข้ามชาติก็มีอยู่มาก สามารถเข้าถึงรัฐบาลของเขาได้ ความช่วยเหลือต่างๆ จึงไม่ค่อยปรากฏให้เห็นชัดเจน ทรัพยากรมนุษย์ของเขาก็มีอยู่พร้อม ดูอย่างองค์การ NASA ของสหรัฐ ที่มีทรัพยากรมนุษย์มากมายทั้งในรูปข้าราชการ ลูกจ้าง และ Contractor แถมเมื่อปี ค.ศ. 2004 ประธานาธิบดีสหรัฐยังออกกฎหมาย NASA Flexibility Act มาเพื่อให้ NASA มีความยืดหยุ่นในการจ้างบุคลากร โดยสามารถให้สิ่งจูงใจแข่งกับภาคเอกชนได้
หันมาดูประเทศไทย ทรัพยากรมนุษย์ก็ยังกะล่องกะแล่ง แม้จะกระจุกตัวอยู่พอสมควรในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ยังเทียบไม่ได้กับ NASA เพียงแห่งเดียว ส่วนภาคเอกชนที่ทำวิจัยจริงๆ จังๆ นั้น ก็นับบริษัทได้ไม่ว่าจะเป็น SCG เบทาโกร มิตรผล ซึ่งผู้เขียนคาดว่าไม่น่าจะเกิน 10 บริษัท
คำถามจึงมีอยู่ว่า
ควรหรือไม่ที่รัฐบาลไทยจะหันมาสร้างแรงจูงใจในรูปแบบต่างๆ ให้บริษัทใหญ่ๆ ของไทยลงทุนในการวิจัยและพัฒนามากขึ้น เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจก้าวกระโดดไปข้างหน้า และสร้าง Career Path ให้กับเด็กๆ ของเรา เพื่อให้หันมาเรียนด้าน STEM มากขึ้น (STEM : Science, Technology, Engineer, Math) แทนการเรียนด้านสังคมที่หลังๆ ก็ออกมาแข่งกันหางานทำ
ควรหรือไม่ที่รัฐบาลจะสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยของไทยที่ต้องออกไปทำงานต่างประเทศ และนักวิจัยจากต่างประเทศเข้ามาทำงานวิจัยในไทย เพื่อให้ได้นักวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีคุณภาพ
หรืออย่างน้อยๆ ที่มีข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่ามีบริษัทข้ามชาติ 4 บริษัท เข้าพบรัฐมนตรีคลัง หากจะมีการสนับสนุนอะไร ควรจะตั้งเงื่อนไขให้มาทำการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยไหม
ที่จริงเรื่องของการวิจัยยังมีอีกมาก แต่ฉบับนี้ขอจบไว้แค่นี้ก่อนตามความจำกัดของเนื้อที่ ในคราวต่อๆ ไปคงจะได้มีโอกาสเขียนถึงเพิ่มเติมอีก







