
ดันเครดิตประเทศเพิ่มเรตติ้งรัฐบาล
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ความพยายามดันเครดิตของประเทศให้เพิ่มขึ้น กลายเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลจะใช้เป็นทีเด็ดในการเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจกับนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังเป็นหน้าเป็นตาผลงานชิ้นโบแดงกับรัฐบาลทหาร ที่หลายประเทศไม่ให้การยอมรับ
สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ได้ใช้โอกาสทองระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปี 2557 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เข้าพบกับผู้บริหารสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ทั้ง สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (มูดี้ส์) และฟิทช์ เรทติ้งส์ เพื่อแจงสถานะที่แท้จริงของประเทศไทยจากผู้บริหารประเทศโดยตรง
รมว.คลัง ได้แจงข้อมูลว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจจะสูงกว่า 1.5% ต่อปี หากการส่งออกขยายตัวได้ดี และปีหน้าจะขยายตัวได้มากกว่านี้จากฐานที่ต่ำและมาตรการกระตุ้นที่จะออกมาต่อเนื่อง ขณะเดียวกันหนี้ของประเทศอยู่ระดับต่ำ 46% ของจีดีพี แต่ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศอยู่ระดับสูงถึง 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
จากการนั่งแจงข้อมูลกันตัวต่อตัว รมว.คลัง มั่นใจว่า ต่างชาติมองว่าเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง มีพื้นฐานเศรษฐกิจดี แม้รัฐบาลจะมาจากการปฏิวัติ แต่รูปแบบการบริหารดำเนินการในรูปแบบประชาธิปไตย เพราะมีทั้งสภานิติบัญญัติทำหน้าที่สภา และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีการเดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น ควบคู่ไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจ
ดังนั้น สถาบันจัดอันดับเครดิตน่าจะปรับเครดิตของประเทศไทยจากปัจจุบัน เอสแอนด์พี มูดี้ส์ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ให้เครดิตไทยอยู่ที่ BBB+ เป็น A เพื่อขยับไปเป็นระดับ A ได้ในอนาคต
หากเป้าหมายดันเครดิตของประเทศเป็นจริง คาดว่าภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ จะทยอยรายงานออกมาว่าจะขยับหรือคงเครดิตไว้เท่าเดิม
ความพยายามดันเครดิตของประเทศเพิ่มขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เป็นครั้งแรก เมื่อสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ส่ง กิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่นั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เดินสายล็อบบี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำทุกแห่งให้ปรับเพิ่มเครดิตให้กับประเทศไทย แต่ทว่าความพยายามต้องล้มเหลว เพราะปัจจัยสภาพแวดล้อมไม่เอื้อ ทั้งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาจากนโยบายประชานิยม ทั้งโครงการรับจำนำข้าวใช้เงินถึง 89 แสนล้านบาท มีความเสียหายเกิดขึ้นถึง 5 แสนล้านบาท และโครงการรถคันแรกที่ต้องใช้เงินถึง 9 หมื่นล้านบาท รวมถึงการกู้เงินบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท จะสร้างภาระการคลังทำให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศมีปัญหา
ปัญหาดังกล่าวนอกจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่เพิ่มเครดิตให้กับประเทศไทยแล้ว ยังขู่ที่จะลดเครดิตของประเทศลงอีกด้วย มีการขยับที่จะปรับมุมมองเครดิตของไทยเป็นแบบไม่มีเสถียรภาพ ถึงแม้ว่าไม่ได้มีการดำเนินการตามคำขู่ แต่ความพยายามดันเครดิตของไทยเพิ่มของรัฐบาลที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องที่เป็นไม่ได้
สำหรับความพยายามของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครั้งนี้ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ยังมีหวังมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา เพราะการประเมินเพิ่มเครดิตของประเทศจะมีการดูความมั่นคง ความมั่นคั่ง และยั่งยืน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หรือไม่
หากพิจารณาด้านการเมือง ต้องยอมรับว่าการเมืองไทยตอนนี้นิ่งกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาอยู่ไม่น้อย ไม่มีความวุ่นวายต่อสู้กันของเสื้อสีต่างๆ ไม่มีความรุนแรงใช้อาวุธสงคราม มีการตั้ง สปช. ปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ภายในเวลา 1 ปี มีนโยบายปราบทุจริตซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของพัฒนาประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะเหลือก็แต่ว่าการเมืองจะนิ่งสงบยั่งยืนหรือไม่ โดยเฉพาะหลังมีการเลือกตั้งใหม่ในช่วงปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559 การเมืองจะนิ่งเหมือนวันนี้หรือไม่ หากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมองว่าการเมืองของไทยดีขึ้น โอกาสที่ไทยจะได้ปรับเครดิตเพิ่มขึ้นก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ในด้านเศรษฐกิจ แม้ว่าในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ไม่ถึง 1.5% ต่อปี แต่คาดว่าปีหน้าจะขยายตัวได้ถึง 45% ต่อปี เพราะรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และนโยบายในการเตรียมวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ยั่งยืนในระยะยาว เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปภาษีให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว
นอกจากนี้ รัฐบาลปัจจุบันไม่มีการดำเนินนโยบายประชานิยม ที่เป็นภาระการคลังหลายแสนล้านบาทเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นจุดแข็งทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตของประเทศมากขึ้น จะติดปัญหาก็อยู่ที่มรดกหนี้จำนำข้าวที่คาดว่าจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท จะมีการบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้เป็นปัญหาทางการคลังของประเทศ
หากดูจากแนวคิดของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ที่จะใช้หนี้ดังกล่าวระยะยาว 30 ปี เหมือนกับการแก้ปัญหาหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.4 ล้านล้านบาท น่าจะเป็นการสร้างความชัดเจนทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเชื่อมั่น และมั่นใจที่จะปรับเพิ่มเครดิตของประเทศมากกว่าในปัจจุบัน
ด้านสังคม ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ของการเพิ่มเครดิตของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรายได้ต่อหัวของไทยยังอยู่ระดับต่ำ ปัญหาของการสาธารณสุข ปัญหาด้านคุณภาพการศึกษา แต่ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับสองเรื่องแรก ยิ่งรัฐบาลมีมาตรการเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย การจัดสรรงบประมาณปี 2558 ให้กับกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด จะทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาสังคมของไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน จะเพิ่มน้ำหนักให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพิ่มเครดิตให้กับประเทศไทยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มเครดิตของไทยยังขึ้นกับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ต่างชาติไม่ชอบรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อาจทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มาจากประเทศตะวันตกไม่อยากปรับเพิ่มเครดิตให้กับประเทศไทย แต่รัฐบาลก็ยังน่าจะโชคดีที่ยังมีสถาบันจัดอันดับเครดิตจากประเทศตะวันออกที่เข้าอกเข้าใจสถานการณ์ประเทศไทยมากกว่า และปรับเพิ่มขึ้นเครดิตให้กับประเทศไทย ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากประเทศตะวันตกปรับเพิ่มขึ้นตาม
นอกจากนี้ ด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีหน้าที่คาดว่าจะสดใส อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะเศรษฐกิจโลกขยายตัวน้อยกว่าที่คาดไว้ ทำให้ทั้งธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟออกมาลดประมาณการเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยโดยตรง
ทั้งหมดจะเห็นว่าโอกาสที่ไทยจะได้ปรับเพิ่มเครดิตไม่ใช่เรื่องง่าย แต่โอกาสก็ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา หากรัฐบาลสามารถสะกดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกปรับเครดิตของประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังทำให้รัฐบาลได้หน้าบริหารเศรษฐกิจของประเทศได้ง่ายขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว







