posttoday
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (8)

ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (8)

14 ตุลาคม 2557

กระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุดสหรัฐ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การพิจารณาโดยเปิดเผย และการพิจารณาลับ

กระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุดสหรัฐ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การพิจารณาโดยเปิดเผย และการพิจารณาลับ

การพิจารณาโดยเปิดเผย กระทำในห้องพิจารณาคดีที่อาคารศาลสูงสุด ห้องพิจารณาคล้ายห้องพิจารณาของศาลทั่วไป นั่นคือมียกพื้นอยู่ด้านหน้า มีโต๊ะยาวตั้งไว้ตัวหนึ่ง หลังโต๊ะเป็นเก้าสีดำ 9 ตัว สำหรับตุลาการแต่ละคน เก้าอี้ทุกตัวออกแบบให้เหมาะกับรูปร่างของตุลาการแต่ละคน เพื่อให้เมื่อเวลาทุกท่านออกมานั่งเรียงกันจะเป็นภาพที่งดงามขององค์คณะ

หน้าโต๊ะยาว บนพื้นมีโต๊ะเขียนหนังสือลักษณะธรรมดาตัวหนึ่ง สองข้างมีโต๊ะขนาดย่อมอีกข้างละตัวตั้งหันหลังให้โต๊ะยาวเป็นโต๊ะของเสมียนศาลกับเจ้าหน้าที่ในตำแหน่ง “มาร์แชล” (Marshall) ผู้ทำหน้าที่รักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในศาล มาร์แชลเป็น “ผู้จัดการใหญ่” (General Manager) ของศาล ทำหน้าที่ควบคุมพนักงาน และยังมีหน้าที่เป็นผู้ประกาศเปิดปิดการพิจารณาคดีแต่ละครั้งด้วย

ปกติศาลจะเปิดการพิจารณาเวลาเที่ยง มาร์แชลหรือผู้ช่วยจะเป็นผู้ประกาศโดยรักษาขนบประเพณีโบราณแบบของอังกฤษไว้ เริ่มด้วยการป่าวร้องเป็นภาษาฝรั่งเศสแบบนอร์มันว่า “โอเย โอเย” ซึ่งแปลว่า “เจ้าข้าเอ๊ย เจ้าข้าเอ๊ย” โดยเมื่อถึงเวลาจะมีสัญญาณให้ทุกคนยืนขึ้น ประธานศาลจะเดินนำตุลาการอีก 8 คนออกมา ทุกคนสวมเสื้อครุย เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ประธานจะให้สัญญาณแก่พนักงานที่ทำหน้าที่ป่าวร้อง ซึ่งจะตะโกนถ้อยคำว่า “เจ้าข้าเอ๊ย เจ้าข้าเอ๊ย ขอเตือนให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณคดีของศาลสูงสุดอันทรงเกียรติแห่งสหรัฐอเมริกา จงเคลื่อนเข้ามาใกล้ๆ และให้ความสนใจแก่ศาล เพราะศาลจะได้ดำเนินการพิจารณาอรรถคดี ณ บัดนี้แล้ว ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงพิทักษ์รักษาสหรัฐอเมริกาและศาลด้วย” หลังจากนั้นทุกคนจะนั่งลง การพิจารณาคดีก็จะเริ่มขึ้น

ตุลาการทุกท่านจะได้รับเอกสาร “เหตุผลย่อ” จากทนายของทั้งสองฝ่ายล่วงหน้า ซึ่งแม้จะเรียกว่าเป็นเอกสารย่อ แต่มักจะเป็นเอกสารหนาเป็นปึกๆ และศาลยังอนุญาตให้ทนายอธิบายเพิ่มเติมด้วยวาจาด้วยวาระนี้เอง สมัยก่อนทนายอาจจะใช้เป็นที่แสดงเหตุผลและโวหารอย่างเต็มที่ ทนายผู้ที่ใช้เวทีนี้แสดงโวหารจนมีชื่อเสียงกึกก้องในประวัติศาสตร์ คือ แดเนียล เวบสเตอร์ ซึ่งเป็นบุคคลร่วมสมัยกับจอห์น มาร์แชล

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันทนายมักไม่กระทำเช่นนั้นแล้ว ทนายบางคนพอเริ่มพูดก็อาจถูกตุลาการท่านใดท่านหนึ่งตั้งคำถามขัดจังหวะ หลังจากนั้นอาจมีการชี้แจง หรือปะทะคารมกันบ้าง พอถึงเวลาบ่าย 2 โมงศาลจะหยุดพักเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน เปิดพิจารณาอีกครั้งเวลาบ่าย 2 โมงครึ่ง หยุดเมื่อ 4 โมงครึ่ง ถ้าพิจารณายังไม่เสร็จสิ้นก็จะไปเริ่มใหม่ในวันต่อไป

หลังจากนั้นตุลาการแต่ละท่านจะอ่านเอกสาร “เหตุผลย่อ” มีเลขานุการคนหนึ่งคอยจดตามคำสั่ง และมีเสมียนศาลคนหนึ่งคอยช่วยเหลือหยิบขนตำรับตำราอ้างอิง โดยชั้นบนของอาคารมีห้องสมุดกฎหมายขนาดใหญ่เปิดให้นักกฎหมายทั่วไปเข้าไปใช้ได้ และมีห้องสมุดขนาดย่อมให้ใช้เฉพาะสำหรับตุลาการ

เมื่อถึงวันที่กำหนดนัดหมาย จะเป็นวาระพิจารณาลับขององค์คณะตุลาการ จะมีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างเปิดกว้างเต็มที่ ตุลาการท่านหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า “เราต่อสู้กันเหมือนหมากับแมวกัดกันทีเดียว” หลังจากแสดงความเห็นกันจนเป็นที่พอใจแล้ว ประธานจะขอมติ ตามปกติจะให้ผู้พิพากษาคนใหม่ออกความเห็นก่อน ไล่เลื่อนขึ้นไปตามลำดับอาวุโส ประธานจะเป็นผู้ลงมติคนสุดท้าย ถ้าเสียงข้างมาก 5 เสียงขึ้นไปเห็นอย่างไรก็จะถือเป็นมติของศาลทั้งหมด จากนั้นประธานจะมอบหมายให้ตุลาการคนหนึ่งคนใดเป็นผู้เขียนคำพิพากษา ถ้ามติเป็นเอกฉันท์ประธานจะเป็นผู้เขียนคำพิพากษาเอง

หลังจากนั้นจะนัดประชุมพิจารณาคำพิพากษา โดยพิจารณาอย่างละเอียดทีละประโยค ทีละคำเลยทีเดียว จะมีการปรับปรุง ข้อความ ถ้อยคำ ตัดทอน เพิ่มเติม เพื่อให้คำพิพากษามีความกระจ่างชัดเจน ไม่คลุมเครือ ไม่กำกวม จนเป็นที่พอใจของทุกคน จากนั้นจะเป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาซึ่งมักจะเป็นวันจันทร์ โดยตุลาการผู้เขียนคำพิพากษาจะเป็นผู้อ่านคำตัดสินต่อสาธารณะ

หลังจากสมัยของ จอห์น มาร์แชล แล้ว หลายคดีที่ตัดสิน คณะตุลาการไม่สามารถหาฉันทามติหรือลงมติเป็นเอกฉันท์ได้ เป็นประเพณีปฏิบัติของศาลที่จะมีการบันทึกความเห็นแย้งของเสียงข้างน้อยไว้ได้ทั้งในลักษณะความเห็นแย้งเป็นกลุ่มและความเห็นแย้งรายบุคคล โดยให้อ่านต่อหน้าสาธารณะและเก็บไว้ในทำเนียบ คำพิพากษาของศาลด้วย

เมื่อมีคดีคล้ายกันในภายหลัง จะมีการนำความเห็นทั้งข้างมากข้างน้อยมาศึกษาเปรียบเทียบ หากเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเสียงข้างน้อยที่ตัดสินไว้เดิม ศาลก็จะ “กลับคำพิพากษา” ความเห็นแย้งก็จะกลับมาเป็นคำพิพากษา และถือเป็นกฎหมายต่อไป ตามระบบกฎหมายแบบคอมมอนลอว์ (Case Law)

มีข้อที่ต้องระวังมิให้ข่าวคำตัดสิน “รั่ว” ออกไปก่อน โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งคำตัดสินมีผลต่อราคาหุ้น ศาลมีวิธีป้องกันโดยเลือกพนักงานคนที่ทำหน้าที่พิมพ์คำพิพากษาเป็นคนเก่าแก่ไว้ใจได้ ปรากฏว่าเคยมีปัญหาคำพิพากษา “รั่ว” เป็นครั้งคราว แต่ไม่พบว่า “รั่ว” จากพนักงานเหล่านี้เลย

กระบวนการแต่งตั้งตุลาการศาลสูงสุด ที่ให้ประธานาธิบดีเป็นผู้คัดเลือก เสนอให้วุฒิสภารับรองเป็นหลักประกันขั้นต้นให้ได้ตุลาการที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ และเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต

เคยมีกรณีการแต่งตั้ง บุชรอด วอชิงตัน ซึ่งเป็นคนหนุ่มอายุเพียง 36 ปี เป็นตุลาการศาลสูงสุด โดยประธานาธิบดีจอห์น อดัมส์ เมื่อปี 2341 ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าแต่งตั้งเพราะเป็นหลานอดีตประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน หรือเพราะความรู้ความสามารถ แต่ บุชรอด วอชิงตัน ก็ทำหน้าที่ได้ดี และเป็นกำลังสำคัญช่วย จอห์น มาร์แชล สร้างศาลสูงสุดให้มีพลังเสมอสถาบันนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร

โดยที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ตุลาการศาลสูงสุดอยู่ในตำแหน่งได้จนตาย เพื่อให้สามารถทำหน้าทีได้อย่างมั่นคงและโดยอิสระ แต่รัฐธรรมนูญก็สร้างกลไกป้องกัน “ปัญหารุนแรง” เอาไว้นั่นคือให้มีกระบวนการถอดถอนตุลาการได้ซึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐ มีตุลาการศาลสูงสุดคนหนึ่งที่ถูกเสนอให้ขับออกจากตำแหน่ง คือ ซามูเอล เชส ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2339-2354 เขาถูกเสนอให้ถอดถอนเพราะเป็นผู้มีโทสจริตแรงกล้าจนน่าจะเสียแก่ความยุติธรรม และเขามักชอบใช้ศาลเป็นเวทีกล่าวประณามประธานาธิบดีและรัฐบาล ซึ่งนับว่าเป็นการกระทำที่ “โง่เขลา” “ไม่สมควร” แต่ก็ไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง ข้อสำคัญไม่ใช่การทุจริต หรือขายชาติ การถอดถอนจึงไม่สำเร็จ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท