
งานปฏิรูปด้านการเงินและการคลัง (1)
ผมได้เคยอ่านหนังสือ “แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย” จัดพิมพ์โดยคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี จัดตั้งขึ้นในปี 2553 มี คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน
ผมได้เคยอ่านหนังสือ “แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย” จัดพิมพ์โดยคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี จัดตั้งขึ้นในปี 2553 มี คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน
คณะกรรมการดังกล่าวได้ทำงานไประดับหนึ่ง เกิดมีการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. 2554 คณะกรรมการดังกล่าวจึงได้ยุติบทบาทตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 2554 แล้วเร่งจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้เพื่อเป็นข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เป็นที่น่าเสียดาย ถึงแม้ข้อเสนอของ คปร.มีมากมาย เป็นประโยชน์ และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศดีขึ้นอย่างแท้จริงก็ตาม ปรากฏว่าไม่มีพรรคการเมืองใดที่นำข้อเสนอของ คปร.ไปเป็นจุดยืนในการหาเสียงเลือกตั้งแม้แต่พรรคเดียว
ภายหลังการปฏิวัติรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2557 ผมเห็นว่าจะมีขบวนการปฏิรูปเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ ผมจึงได้คัดเลือกงานปฏิรูปจากหนังสือดังกล่าว เฉพาะด้านการเงินและการคลังมาเขียนเป็นเนื้องานที่น่าจะสามารถดำเนินการได้ในระยะเวลา 12 ปี
ข้อเขียนส่วนใหญ่นั้นเป็นไปตามนัยของ คปร. แต่ผมได้ถือโอกาสสอดแทรกความเห็นและข้อเสนอของผมเองปะปนลงไปด้วย และเนื่องจากผมไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมจึงตัดสินใจนำเนื้องานดังกล่าวมาพิมพ์ในที่นี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อไป
การทำให้การคลังมีความยั่งยืน
1.ควรห้ามกู้หนี้สาธารณะเพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณสำหรับรายจ่ายประจำ เพื่อป้องกันมิให้รัฐบาลในอนาคตนำเอาหนี้สาธารณะมาใช้สำหรับโครงการประชานิยม จึงควรห้ามการกู้หนี้สาธารณะเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ กรณีสำหรับรายจ่ายประจำ ซึ่งมิใช่การลงทุน หรือที่เรียกว่า Current Deficit (คือให้รัฐบาลกู้ได้เฉพาะเพื่อการลงทุน ส่วนการทำนโยบายประชานิยม ต้องหารายได้เพิ่ม หรือลดรายจ่ายประจำอื่น)
เงื่อนไขทำนองนี้ต้องกำหนดในรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากขณะนี้มีปัญหาขาดทุนจำนำข้าวจากรัฐบาลก่อนจำนวนมาก จึงอาจจะให้เงื่อนไขนี้มีผลบังคับใช้เมื่อเวลาพ้นไป 1 หรือ 2 ปีก็ได้
2.ควรกำหนดให้รัฐบาลเสนอแผนรายได้รายจ่ายและหนี้ต่อรัฐสภาทุกปี เมื่อรัฐบาลเข้ารับตำแหน่ง และภายหลังจากนั้นทุกๆ ปี ควรกำหนดให้รัฐบาลต้องแสดงตัวเลขรายจ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากนโยบายต่างๆ ที่ได้หาเสียงไว้ และแผนรายได้ที่รัฐบาลจะจัดหาในแต่ละปี รวมทั้งเป้าหมายหนี้สาธารณะเสนอต่อรัฐสภา
เมื่อครบทุก 1 ปี ควรกำหนดให้รัฐบาลต้องรายงานผลการดำเนินการตามแผนดังกล่าวต่อรัฐสภา พร้อมอธิบายเหตุผลที่แตกต่าง รวมทั้งระยะเวลาที่จะแก้ไขให้เป็นไปตามเป้าหมาย
3.ควรห้ามมิให้ ธ.ก.ส.รับจำนำสูงกว่าราคาตลาด ธ.ก.ส.ควรจะช่วยเหลือเกษตรกรเฉพาะด้านเงินหมุนเวียนเท่านั้น ต่างหากจากการอุดหนุนเพื่อลดต้นทุน (Subsidy) ซึ่งมิใช่หน้าที่และวัตถุประสงค์ของ ธ.ก.ส. จึงควรแก้ไขกฎหมาย ธ.ก.ส. เพื่อห้ามมิให้รับจำนำสินค้าเกษตรสูงกว่าราคาตลาดอีกต่อไป
4.ควรปฏิรูปธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ในหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้เน้นขยายการให้กู้แก่ลูกค้าประเภทธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะซ้ำซ้อนกับธนาคารเอกชน แต่เป็นช่องทางให้นักการเมืองและผู้เกี่ยวข้องกู้เงินและกลายเป็นหนี้สูญในที่สุด จึงควรบังคับให้ธนาคารของรัฐทำตามกรอบวัตถุประสงค์ดั้งเดิม โดยให้ใช้มาตรฐานการกำกับและการบัญชีที่เหมือนกับธนาคารเอกชน
5.ควรปฏิรูปวิธีการให้สัมปทานทรัพยากรของรัฐ ควรกำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องใช้วิธีการประมูลอย่างโปร่งใสสำหรับการให้สัมปทานทรัพยากรของรัฐทุกกรณี แทนที่จะใช้วิธีการให้คะแนนในการตัดสินคัดเลือก และควรกำหนดให้เงินที่ได้จากการประมูลต้องส่งเข้าเป็นรายได้ของรัฐทั้งจำนวนทุกครั้ง รวมทั้งควรแก้ไขกฎหมายเพื่อห้ามข้าราชการในหน่วยงานที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายหรือกำกับดูแลกิจการนั้นเข้าเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
6.ควรปฏิรูปหน่วยงานจัดเก็บภาษี ควรรวม 3 กรมจัดเก็บภาษี ได้แก่ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต แยกออกไปเป็นองค์กรที่มีคณะกรรมการอิสระควบคุม (Board of Tax Commissionaire) เพื่อให้ฐานภาษีของทุกกรมภาษีเชื่อมโยงกันในทุกประเภทภาษี มีความเป็นอิสระเต็มที่ สามารถแข่งขันในการจ้างบุคลากรที่มีความสามารถ และสามารถช่วยป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ในอนาคต
7.ควรควบคุมแผนงานของกองทุนนอกงบประมาณมากขึ้น รูปแบบกฎหมายจัดตั้งกองทุนต่างๆ ซึ่งกำหนดแหล่งเงินเข้ากองทุนโดยไม่มีเพดานนั้น ทำให้บางองค์กรใช้เงินอย่างไม่ประหยัด จึงควรกำหนดองค์กรเหล่านี้ต้องเสนอแผนงานผ่านกระทรวงการคลัง เพื่อให้มีการพิจารณาความคุ้มค่าของทุกกองทุนอย่างรอบคอบ
การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
1.ควรเริ่มขบวนการจัดสรรงบประมาณบางส่วนให้จังหวัด โดยเรียงลำดับความยากจน ควรเริ่มในวงเงิน 100,000 ล้านบาท ตามข้อเสนอ คปร. เน้นจังหวัดที่ยากจนที่สุดก่อน
2.ควรเก็บภาษีทรัพย์สินและเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า การเก็บภาษีทรัพย์สินจะช่วยสร้างความเป็นธรรมในด้านภาระของประชาชนและลดการบริโภคแบบอวดร่ำรวย ส่วนการเก็บภาษีที่ดินจะช่วยผลักดันให้มีการขายที่ดินออกมาแก่เกษตรกรตัวจริง จึงควรเริ่มเก็บในอัตราตามข้อเสนอ คปร.
3.ควรจ่ายเงินช่วยเหลือคนจนในระบบภาษีแบบติดลบ Negative income tax การจ่ายเงินช่วยเหลือแก่คนจนโดยตรง จะเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดแก่ครัวเรือนที่ยากไร้มากกว่าโครงการประชานิยมหรือรัฐสวัสดิการแบบทั่วไป เช่น ค่าน้ำหรือค่าไฟฟรี ซึ่งไม่คำนึงถึงฐานะของผู้รับ
ไว้ฉบับหน้ามาดูข้อเสนอในส่วนที่สองกันต่อนะครับ







