
จับตากระเหลี่ยงรบพม่ากระทบเขตเศรษฐกิจแม่สอด
ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่กลุ่มกะเหรี่ยงดีเคบีเอของ พล.ต.นะเคามวย เปิดฉากโจมตีเมือง เมียวดี ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่กลุ่มกะเหรี่ยงดีเคบีเอของ พล.ต.นะเคามวย เปิดฉากโจมตีเมือง เมียวดี ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ในวันลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปของพม่า เมื่อเดือน ธ.ค. 2553 หลังจากนั้นสถานการณ์ชายแดนไทยพม่า ด้าน จ.ตาก ก็มีความสงบ รัฐบาลไทยและพม่าเร่งเดินหน้า ร่วมกัน ที่จะพัฒนาพื้นที่ชายแดนจุดนี้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี
รัฐบาลใหม่ของพม่าโดยประธานาธิบดีเต็งเส่ง ก็มีนโยบายเปิดประเทศและปรับปรุงสิทธิเสรีภาพมากขึ้น รวมทั้งการยุติปัญหาขัดแย้งในชาติโดยเจรจาสันติภาพกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ซึ่งแม้ฝ่ายชนกลุ่มน้อยจะท้วงติงถึงการเคลื่อนไหวทางทหารของพม่าเข้ามาในพื้นที่ แต่ก็ไม่มีปัญหาบานปลาย
แต่ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ชายแดนไทยพม่าด้าน อ.แม่สอด และท่าสองยาง จ.ตาก ก็เริ่มระอุขึ้นอีกครั้ง กองกำลังกะเหรี่ยงและทหารรัฐบาลพม่าปะทะกันหลายครั้ง แม้จะเป็นพื้นที่ด้านใน ไม่ใช่แนวชายแดนอย่างที่ผ่านมา แต่ก็กระทบต่อการค้าชายแดน ที่สำคัญยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จับตามองพื้นที่การลงทุนใหม่แห่งนี้
ล่าสุด 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ทหารพม่าและกะเหรี่ยงปะทะกันหลายจุด โดยเฉพาะพื้นที่รอบเมืองกอกาเร็ก ห่าง อ.แม่สอด ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 40 กิโลเมตร และบริเวณด้านตรงข้ามบ้านแม่ตะวอ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ทำให้มีชาวกะเหรี่ยงอพยพข้ามแม่น้ำเมยหนีการสู้รบเข้ามาในพื้นที่ อ.ท่าสองยาง ประมาณ 300 คน
สุชาติ ตรีรัตน์วัฒนา ประธานที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดตาก เจ้าของธุรกิจส่งออกเครื่องจักรกลการเกษตรเข้าไปขายในพม่ารายใหญ่ มองปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามาจากพม่าออกกฎระเบียบลิดรอนอำนาจ ทำให้กลุ่มกะเหรี่ยงเสียประโยชน์ ซึ่งน่าจะเกิดผลกระทบในระยะสั้น เฉพาะการขนส่งสินค้าข้ามไปยังพม่าเท่านั้น แต่ไม่น่าจะมีผลต่อเนื่องในระยะยาว
“เรื่องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นนโยบายระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีการเดินหน้าเตรียมความพร้อมไปมาก พม่าเองก็มีการเตรียมพื้นที่เพื่อการพัฒนาไว้แล้ว ฉะนั้นปัญหาคงไม่กระทบบานปลาย”
สุชาติ มองว่า รัฐบาลพม่าคงหาทางแก้ปัญหานี้อย่างเต็มที่ โดยน่าจะใช้กระบวนการเจรจาพูดคุยเป็นหลัก แต่หากเจรจาไม่ได้ผลก็คงต้องใช้กำลังทหารเข้าจัดการ แต่เชื่อว่าพม่าจะเน้นการเจรจามากกว่า
“การรบใหญ่ที่หลายฝ่ายก็ห่วงกังวล ผมคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น ฝ่ายกะเหรี่ยงเองก็มีกำลังไม่มาก แต่ได้เปรียบเพราะอยู่ในชัยภูมิที่ตั้งที่ดีกว่า ฉะนั้นเหตุการณ์คงไม่บานปลายไปมากกว่านี้แน่นอน และพม่าเองก็ไม่ต้องการให้มีเหตุการณ์อะไรมากระทบต่อการพัฒนาพื้นที่ ผมจึงเชื่อว่าที่สุดก็คงต้องเจรจากันใหม่”
ขณะเดียวกันเครือข่ายปกป้องแม่น้ำสาละวิน (Salween Watch) ก็ออกแถลงการณ์ระบุว่า มูลเหตุหนึ่งของการสู้รบมาจากการที่ทหารพม่าพยายามเคลียร์พื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการสร้างเขื่อนฮัตจีกั้นแม่น้ำสาละวิน ด้านตรงข้าม อ.ท่าสองยาง จ.ตาก โดยนายทหารระดับสูงของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งสหภาพกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู และกองกำลัง กะเหรี่ยงประชาธิปไตย หรือดีเคบีเอ ต่างยืนยันเรื่องนี้
พล.อ.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการสูงสุดเคเอ็นยู ระบุว่า กองทัพพม่าได้แจ้งไปยังกองกำลังดีเคบีเอ ที่มีฐานที่มั่นในพื้นที่รอบๆ พื้นที่ก่อสร้างเขื่อนฮัตจี ว่าจะกวาดล้างออกจากพื้นที่ และเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา มีรายงานว่ารถบรรทุกของกองทัพพม่าจำนวน 9 คัน ได้เข้าไปยังหัวงานเขื่อนฮัตจี
ด้าน พ.ต.ติ่นวิน ผู้บังคับการกองพัน 905 กะเหรี่ยงดีเคบีเอ กลุ่มโกล่ทูลา ซึ่งมีฐานอยู่บริเวณแม่น้ำ สาละวิน ระบุว่าถูกกดดันอย่างหนักจากกองทัพพม่า
เพียรพร ดีเทศน์ ผู้ประสานงานรณรงค์ประเทศไทย องค์กรแม่น้ำนานาชาติ กล่าวว่า การสู้รบที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ซึ่งเป็นจุดสร้างเขื่อนสาละวินยังคงอยู่ในภาวะสงคราม ไม่เหมาะสมที่จะผลักดันโครงการในยามนี้ เพราะเป็นการเร่งให้เกิดการใช้กำลังทหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น หน่วยงาน ของรัฐไทย คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นองค์กรสำคัญที่เข้าไปมีผลประโยชน์จากการนี้ รัฐบาลจึงควรสั่งการให้ กฟผ.ชะลอโครงการดังกล่าวออกไปก่อน
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์สู้รบจะไม่ขยายวงและความรุนแรงเพิ่ม คงมีการยิงประปราย และ ผู้อพยพบางส่วนเดินทางกลับภูมิลำเนาแล้ว แต่ สถานการณ์ก็ยังไม่น่าวางใจ เห็นได้จากชาวพม่าที่เดินทางเข้ามาซื้อสินค้าที่ อ.แม่สอด ลดลงมาก







