
ปฏิรูป สส.-ตัดตอน สว.
สส.มาดูแลนโยบายและกฎหมายระดับชาติ แต่ละจังหวัดมี สส.คนเดียวก็พอ แล้วไม่จำเป็นต้องให้สังกัดพรรคการเมือง
โดย...เจษฎา จี้สละ/ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ชัยอนันต์ สมุทวณิช ราชบัณฑิต เป็นอีกหนึ่งรายที่ถูกจัดวางไว้น่าจะได้รับเลือกเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่จากการเปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ เขายืนยันว่าคงไม่ได้เป็นเพราะมีผู้เหมาะสมกว่า แต่ยอมรับว่าสนใจตำแหน่งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า
“ผมมีความคิดบางอย่างที่จะไปเสนอ เช่น เมืองไทยเรามี สส.มากเกินไป ผมคิดว่า สส.ไม่จำเป็นต้องมีตามสัดส่วน เพราะ สส.มาดูแลนโยบายและกฎหมายระดับชาติ แต่ละจังหวัดมี สส.คนเดียวก็พอ เพราะฉะนั้นเราจะมี สส.70 กว่าคน แล้วไม่จำเป็นต้องให้สังกัดพรรคการเมือง
จะเน้นว่าระดับบนระดับชาติ สส.ให้มีจำนวนน้อย แต่ระดับล่างจะต้องให้มีการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง ผมคิดว่าในระดับท้องถิ่นก็ให้มีประชาธิปไตยเต็มที่อย่างกว้างขวาง จำนวนก็ตามสัดส่วนของประชากร ปัญหาหลายอย่างเกิดจากพื้นที่ แต่ปัญหาในระดับชาติหลายอย่างเป็นปัญหาด้านเทคนิคและด้านวิชาการ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมี สส.มาก”
“ถ้าเรามี สส.น้อยและไม่ต้องสังกัดพรรค คุณคิดดู การมี สส. 77 คน จะทำให้พรรคการเมืองไม่มีความหมายเลย พูดง่ายๆ คุณจะอ้างบอกไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่ได้ เพราะเรามีประชาธิปไตยระดับล่างเต็มที่ ระดับบนก็จำกัดจำนวน สส.”
“สส.จะมีอำนาจตามปกติเพียงแต่จำนวนน้อยลง พรรคการเมืองก็ไม่ค่อยมีบทบาท เพราะพรรคการเมืองจะมี สส.จำนวนน้อย เผลอๆ ผู้สมัครอิสระอาจมีบทบาทมากกว่า การใช้เงินเพื่อจัดการเลือกตั้งก็จะน้อยลง”
ถึงกระนั้น ในความคิดของอาจารย์ชัยอนันต์ เห็นว่า แม้ สส.จะมีจำนวนน้อยลง แต่เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อสายสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนราษฎรกับประชาชน เพราะหน่วยงานท้องถิ่นที่มาจากการเลือกของประชาชนจะเข้าไปทำหน้าที่ดูแลประชาชนเต็มรูปแบบอยู่แล้ว
“ทำไมจะเชื่อมโยงกับประชาชนไม่ได้ ในเมื่อเราบอกว่า การดูแลประชาชนนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลท้องถิ่น ผมอยากจะรู้ สส.ไปดูแลอะไรประชาชนในระดับชาติ จริงๆ แล้ว สส.ที่ไปดูแลประชาชนล้วนเป็นเรื่องท้องถิ่นทั้งนั้น แต่ถ้าเราให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นมากพอ ให้เขามีงบประมาณมากพอ แล้วก็ให้รัฐบาลท้องถิ่นทำหน้าที่ไป”
ถ้าให้ สส.มาจากจังหวัดละหนึ่งคน จะให้มีกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างไร? คำถามนี้ได้รับคำตอบจาก นักรัฐศาสตร์ท่านนี้ว่า “ก็ให้เลือกนายกรัฐมนตรีมาจากสภา”
นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็น สส.หรือไม่? อาจารย์ชัยอนันต์ ตอบว่า “ก็ใช่ นายกฯ จะมาก็ได้ ไม่มาก็ได้ คือ ถ้านายกฯ ไม่ได้มาจาก สส. แต่สภาเขาเลือกก็เป็นเรื่องของเขา เขาก็มีความชอบธรรม”
“การมี สส.น้อยลง มีเสถียรภาพต่อรัฐบาลมากกว่า คอร์รัปชั่นมีน้อยลง คนกินหัวคิวลดน้อยลง ระดับชาติมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ใครทำอะไร เวลานี้มี สส.เยอะแยะ คุณรู้หรือเปล่า สส.ทำอะไร คุณไปดูสิ หน้าห้องรัฐมนตรี สส.ไปจับกลุ่มกันเต็มไปหมด คอยหาโปรเจกต์ (โครงการ) โน้น โปรเจกต์นี้”
เมื่อ สส.ให้มีจำนวนลดลงแล้ว สว.ควรจะต้องมีอีกต่อไปหรือไม่? อาจารย์ชัยอนันต์ ตอบว่า “ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ไม่รู้จะมีไปทำไม กลั่นกรองกฎหมายก็ไม่จำเป็น เพราะว่ามีกฤษฎีกา การกลั่นกรองถ้าจะไม่มีวุฒิสภาอาจจะตั้งมาเป็นสภาที่ปรึกษาเอาผู้เชี่ยวชาญมาก็ได้ ถ้าบอกว่าวุฒิสภาไทยมีหน้าที่หลักในด้านการกลั่นกรองนะ เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางนี้ใช่ไหม ไม่ใช่ว่ามีมาจากจังหวัดด้วย อะไรอย่างนี้”
ที่สุดแล้ว อาจารย์ชัยอนันต์ สรุปว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะเป็นผลสำเร็จได้จะอยู่ที่การสร้างความเข้มแข็งให้กับการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ และต้องทำให้ทุกคนสมัครใจเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีในระยะยาว
“ในการปฏิรูปต้องใช้วิธีชักจูงหว่านล้อม คอยให้การศึกษา ซึ่งคงไม่ใช่การศึกษาอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการศึกษาที่เรียกว่าการศึกษาทางการเมืองมากกว่า คือ การให้พลเมืองศึกษาถึงการมีส่วนร่วม ให้เขาเห็นปัญหา ให้เขาแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเองโดยตรง เพื่อให้ประชาชนสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง”
รอบหน้าถ้า "ทักษิณ" ชนะ...ก็ไม่เด็ดขาด
ขณะเดียวกัน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง ยังให้ทัศนะถึงการเมืองไทยหลังการสิ้นสุดอำนาจของคณะรักษา
ความสงบแห่งชาติและเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย โดยมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงมีบทบาทในทางการเมืองต่อไป แต่จะไม่ใช่โดยตรงเหมือนกับที่ผ่านมา เพราะจะเลือกไปอยู่เบื้องหลังแทน
พรรคของพ.ต.ท.ทักษิณ จะยังได้กลับเข้ามาเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาดแบบในอดีตอีกหรือไม่ ?
คำถามนี้ได้รับคำตอบว่า "คิดว่าไม่เด็ดขาด เพราะคนเขาเห็นบทเรียนในอดีตแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนคุณยิ่งลักษณ์เรื่องจำนำข้าวคนยิ่งเห็นมากขึ้นก็ทำให้พรรคเสียชื่อไปหน่อย"
ชัยอนันต์ มองถึงความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทยในอดีตจนถึงปัจจุบันที่ทำให้มีโอกาสชนะการเลือกตั้งมากกว่าพรรคการเมืองอื่นว่า "ตอนแรกชนะเลือกตั้งเพราะใช้เงินเยอะกว่าคนอื่น แต่ต่อๆมามีการใช้เงินพรรคน้อยลง แต่อาศัยนโยบายแจกเงินประชาชนแทนในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น ความนิยมจะยังต้องมีอยู่ตามปกติ"
แสดงว่ารัฐธรรมนูญใหม่ควรต้องมีการจำกัดไม่ให้มีการใช้นโยบายประชานิยม?
อาจารย์ชัยอนันต์ ตอบแบบไม่ลังเลว่า "คงต้องมีข้อจำกัดบางอย่างในเรื่องนโยบายประชานิยม แต่ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะเขียนมาในรูปไหนเพื่อให้เกิดการป้องกันได้"
หลังจากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วจะช่วยให้ความขัดแย้งทางการเมืองสงบลง?
อาจารย์ชัยอนันต์มีคำตอบให้กับคำถามข้างต้นว่า "การเมืองจะสงบหรือไม่สงบ มันไม่มีหลักประกันอะไรทั้งสิ้น มันอยู่ที่ว่าใครจะทำอะไรมากกว่าที่จะก่อให้ความขัดแย้งในทางสังคม"
"ผมหวังว่าจะไม่มีวิกฤตอีกครั้ง แต่ถ้ามีอีกครั้งคราวนี้คงเป็นความรุนแรง คงไม่ยอมให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะฝ่ายต่อต้านคงจะมีการเตรียมตัวไว้ก่อน"







