
ศก.โลกฟุบ-ดอลล์แข็งเฟดกุมขมับอาจเบรกขึ้นดอกฯ
ค่อนข้างเป็นที่แน่นอนแล้ว สำหรับการยกเลิกการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
ค่อนข้างเป็นที่แน่นอนแล้ว สำหรับการยกเลิกการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่น่าจะสิ้นสุดการใช้คิวอี หลังการประชุมคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) ในการประชุมวันที่ 2829 ต.ค.นี้ กระนั้นก็ตามคำถามที่ใหญ่กว่าการเลิกคิวอี คือว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด
นักลงทุนและตลาดก็ได้แต่คาดเดากันไปต่างๆ นานา กระนั้นก็ตามท่าทีของเฟดเริ่มค่อยๆ แง้มออกมาทีละน้อยแล้วว่า น่าจะยังคงดอกเบี้ยต่ำออกไปนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์กันไว้ โดยปัจจัยก็มาจาก 2 สาเหตุหลักๆ
ปัจจัยแรก คือ การเติบโตที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ของเศรษฐกิจโลก ปัจจัยนี้เห็นได้ชัดเจนจากท่าทีของบรรดาผู้ว่าการเฟดสาขาต่างๆ ที่ต่างตบเท้ากันออกมาบอกว่า ปัจจัยนี้อาจจะทำให้เฟดเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไป
“ถ้าหากการเติบโตเศรษฐกิจในต่างประเทศอ่อนแอมากกว่าที่คาดการณ์ ผลกระทบจากปัจจัยนี้ต่อเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะทำให้เฟดเลื่อนระยะเวลาการผ่อนคลายให้ช้าลงไป” สเตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองประธานเฟด กล่าว
เช่นเดียวกัน แดเนียล ทารูลโล หนึ่งในสมาชิกของคณะผู้บริหารของเฟดที่ออกโรงระบุว่า มีความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ พร้อมระบุว่าเป็นสิ่งที่เฟดจะต้องคำนึงถึงในการปรับเปลี่ยนนโยบายในอนาคต
สำหรับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ก็ยืนยันได้จากการปรับลดการคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟต่อเศรษฐกิจโลกลง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยไอเอ็มเอฟประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตเพียง 3.3% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.4% อีกทั้งยังปรับลดคาดการณ์ในปี 2015 ด้วย จากระดับ 4% เหลือเพียง 3.8%
ยิ่งโดยเฉพาะกับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ของโลกอย่างญี่ปุ่น และยูโรโซน ที่มีท่าทีอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากเงินเฟ้อของทั้งสองประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าทั้งธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาแล้วก็ตาม ทว่าก็ยังไม่มีท่าทีที่เงินเฟ้อจะกระเตื้องขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคภายในที่ยังอ่อนแออยู่มาก
ไม่เพียงเท่านั้น หากมองจากสภาพความเป็นจริงแล้ว แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้น ทว่าอาจจะยังไม่แข็งแกร่งมากพอ หากเจอปัจจัยเสริมจากภายนอกเช่นนี้ ยกตัวอย่างเช่น ตลาดแรงงานที่ยังไม่แข็งแกร่ง
เห็นได้ว่า แม้อัตราว่างงานจะอยู่ที่ 5.9% ทว่าอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นสัดส่วนของชาวอเมริกันที่ได้รับการจ้างงาน หรือว่างงานแต่กำลังหางานนั้น ปรับลดลงเหลือเพียง 62.7% ในเดือน ก.ย. นับว่าต่ำกว่าตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 36 ปีเสียอีก จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ามีผู้ออกจากระบบแรงงานมากขึ้น
ขณะที่ปัจจัยที่สอง คือ ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประธานเฟด 3 สาขา ได้แก่ เดนนิส ลอคฮาร์ท ประธานเฟด สาขาแอตแลนตา, วิลเลียม ซี. ดัดลีย์ ประธานเฟด สาขานิวยอร์ก, และชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานเฟด สาขาชิคาโก ต่างออกมาระบุแล้วว่า กำลังจับตาการแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ในการพิจารณาเพื่อขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ ดัชนีบลูมเบิร์ก ดอลลาร์ สปอต ที่ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินเหรียญสหรัฐเทียบกับอีก 10 สกุลเงินหลักของโลก พบว่า เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นถึง 6.7% นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาแล้ว
เหตุผลก็เนื่องจากว่า เมื่อเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ย่อมกระทบต่อภาคการส่งออก แม้จะมีข้อดีในการช่วยให้ประเทศนำเข้าสินค้าได้ถูกลงก็ตาม กระนั้นการนำเข้าสินค้าได้ถูกลงก็อาจไปกระทบต่อตัวเลขเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเฟด ที่เฟดต้องการบรรลุให้ได้ที่ 2% โดยปัจจุบันเฟดยังไม่สามารถดันเงินเฟ้อให้ถึงเป้าที่ 2% ได้ นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2012
ขณะเดียวกัน บรรดาคณะกรรมการของเอฟโอเอ็มซีบางคนก็ยังแสดงความกังวลว่า การเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ต่ำในยูโรโซนอาจจะทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากขึ้น และส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกในที่สุด
นอกจากนี้ ในภาวะเช่นนี้การที่อีซีบีและบีโอเจต่างงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเช่นนี้ ยิ่งเป็นปัจจัยกดดันให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากขึ้นไปอีก จนถึงกับทำให้ เจคอบ หลิว รัฐมนตรีการคลังสหรัฐ เตือนบรรดาผู้กำหนดนโยบายการเงินของโลกเลยทีเดียวว่า ไม่ควรแข่งขันกันกดค่าเงิน เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน โดยมอร์แกน สแตนเลย์ ประเมินว่า หากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นถึง 10% อาจกระทบเศรษฐกิจถึง 0.5% เลยทีเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น จากสองปัจจัยดังกล่าวเองก็สะท้อนและยืนยันได้จากรายงานการประชุมของเอฟเอ็มซี เมื่อวันที่ 16-17 ก.ย. ที่แสดงความกังวลถึงการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และการแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อาจจะกระทบเศรษฐกิจสหรัฐ ที่แน่นอนว่าเมื่อส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเมืองลุงแซมแล้ว เฟดคงต้องครุ่นคิดอย่างหนักที่เปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนได้จากผลโพลของบลูมเบิร์กที่สำรวจเทรดเดอร์ พบว่า 33% ของเทรดเดอร์เล็งเห็นว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในการประชุมเดือน ก.ค.ปีหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงจาก 59% จากการสอบถามเมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา
ฉะนั้นแล้ว ในบรรยากาศที่ยังไม่มีความแน่นอนเช่นนี้ เชื่อว่าอาจจะต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ๆ กว่าที่ธนาคารกลางสหรัฐจะกล้าปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี







