
แข่งกันอ่อน
สิ่งที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่งสำหรับสภาพเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ก็คือปริมาณการค้าโลกที่เริ่มหดตัวลงไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน อันเป็นผลจากภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคทั้งยุโรป จีน เอเชีย ต่อเนื่องไปยังญี่ปุ่น
สิ่งที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่งสำหรับสภาพเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ก็คือปริมาณการค้าโลกที่เริ่มหดตัวลงไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน อันเป็นผลจากภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคทั้งยุโรป จีน เอเชีย ต่อเนื่องไปยังญี่ปุ่น
และสิ่งที่น่าวิตกกังวลมากขึ้นก็คือ ชาติมหาอำนาจเริ่มแสดงออกถึงความวิตกกังวลที่มีต่อค่าเงินกันแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐที่มีการส่งสัญญาณออกมาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นระยะๆ ว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของลุงแซมนั้นกำลังได้รับผลกระทบจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งเกินไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐเช่นกัน
เมื่อวานนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐเรียกร้องให้ญี่ปุ่นหยุดแทรกแซงค่าเงินที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศเพิ่มมาตรการอัดฉีดเข้าสู่ระบบการเงินเมื่อวันที่ 4 เม.ย. นั้น ก็ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงมาอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินหลักของโลก และไม่มีแนวโน้มว่าหยุดอ่อนลงเมื่อไหร่ โดยเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐนั้น ค่าเงินเยนก็อ่อนลงไป 2.2% และเมื่อเทียบกับค่าเงินยูโรก็อ่อนตัวลงไป 3.5% และเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญออสเตรเลียก็อ่อนลงไป 2.8%
คล้ายๆ กับช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้มาตรการคิวอีครั้งที่ 2 เมื่อช่วงปลายปี 2010 ที่ในครั้งนั้นได้ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวอย่างรุนแรง และทำให้ค่าเงินสกุลอื่นๆ ทั่วโลกแข็งค่าขึ้นมากันหมด
ยิ่งในขณะนี้ดังที่รู้กันว่าปริมาณการค้าโลกนั้นอยู่ในภาวะซบเซา ซึ่งทางเลือกหนึ่งที่หลายประเทศอาจจะนำมาใช้กันก็คือการเข้าแทรกแซงค่าเงินเพื่อกดให้ค่าเงินอ่อนตัว เพื่อสร้างความได้เปรียบในการส่งออก
นอกเหนือจากภาวะเงินฝืดที่กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ของโลกแล้ว ปัญหาการแทรกแซงค่าเงินก็กำลังมาแรงไม่แพ้กัน หวั่นๆ ว่าสงครามค่าเงินอาจจะระเบิดขึ้นอีกไม่ช้านี้ครับ







