posttoday
ว่างงานพุ่งหากไม่ปรับโครงสร้าง ศก.

ว่างงานพุ่งหากไม่ปรับโครงสร้าง ศก.

13 ตุลาคม 2557

อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำติดต่อกันมานานหลายปี จากความไม่สงบทางการเมือง

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำติดต่อกันมานานหลายปี จากความไม่สงบทางการเมือง

การชะงักงันของเศรษฐกิจ ทำให้ภาครัฐไม่มีการริเริ่มปรับปรุงประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศถดถอย ในขณะที่ภาคเอกชนต่างพยายามปรับตัวเพื่อหนีตายจากพิษเศรษฐกิจ

ผลของความขัดแย้งทำลายศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ได้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างช้าๆ คนไทยอาจจะยังไม่รู้สึกมากนัก แต่นับจากนี้ไปจะเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศไทยมีปัญหาการเติบโตต่ำมาระยะหนึ่งแล้ว จำเป็นต้องหาวิธีแก้ไข เพราะหากปล่อยให้เติบโตต่ำไปเรื่อยๆ จะส่งผลกระทบกับการจ้างงาน

แม้ปัจจุบันอัตราการว่างงานของไทยยังอยู่ในระดับต่ำไม่ถึง 1% แต่จำนวนการว่างงานทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีประเด็นที่น่ากังวลก็คือ ปัญหาการว่างงานในระยะยาว ซึ่งเป็นผลพวงจากปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายด้านที่ก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้ปรับลดจีดีพีของไทยในปีนี้เหลือ 1.5% จากที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.5% ส่วนจีดีพีไทยในปี 2558 คาดว่าจะเติบโตลดลงเหลือ 3.5% จากเดิมที่เคยคาดไว้ 4.5% ซึ่งเป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคในประเทศหดตัว จากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 83% และการส่งออกที่ตกต่ำกว่าที่คาด

หากรัฐบาลเลือกการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าการเติบโต ก็ควรจะดำเนินการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ และอาจจะต้องยอมรับปัญหาที่จะตามมา คือ อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นซึ่งจะสร้างปัญหาต่อเนื่องตามมาอีกมากมาย จนไม่ว่ารัฐบาลไหนขึ้นมาบริหารประเทศจะยอมเสี่ยง

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง มูลนิธิสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอลงแม้ประเทศไทยถูกจัดเป็น 1 ใน 13 ประเทศที่เติบโตแบบก้าวกระโดดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือโตเฉลี่ยปีละ 7% โดยอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน แต่ในช่วงระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา กลับพบว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยลดต่ำลงมาโดยขยายตัวเฉลี่ยเพียงปีละ 4% เท่านั้นซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสุ่มเสี่ยงว่าไทยกำลังตกอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

ทีดีอาร์ไอ เห็นว่าการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นนั้น มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายประการที่ต้องปรับปรุงและยกระดับไปพร้อมกัน ได้แก่ การยกระดับเทคโนโลยีการปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลาง การเพิ่มฝีมือแรงงานการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น เป็นต้น

ในมุมมองของอดีตผู้ว่าการ ธปท. เห็นว่าปัญหาคุณภาพแรงงานมีฝีมือมีน้อยเกินไป มีผลทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ และโครงสร้างแรงงานของไทยกว่า 40% อยู่ในภาคการเกษตร แต่มีมูลค่าในจีดีพีเพียง 10% สะท้อนว่าแรงงานกับมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่สมดุลกัน

ธาริษา เสนอว่า ขณะนี้จะต้องมาคิดแล้วว่าจะดึงแรงงานส่วนเกินในภาคการเกษตรออกมานอกภาคการเกษตรได้อย่างไร รวมทั้งต้องคิดต่อไปด้วยว่าจะทำอย่างไรให้ภาคการเกษตรมีรายได้ที่สูงขึ้นด้วยจำนวนคนที่น้อยลง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคการเกษตรได้

“เหล่านี้ถือเป็นโจทย์ระยะยาวที่ไทยปรับ แม้ว่าขณะนี้การลงทุนของภาครัฐส่วนใหญ่จะเน้นการสร้างถนน รถไฟทางคู่ ฯลฯ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันประเทศ แต่ต้องเข้าใจว่าการทำแค่นั้นมันยังไม่พอ จำเป็นต้องวางแผนเพื่อระยะยาวด้วย หากไม่มีการเตรียมการรับมือในส่วนนี้ โอกาสที่ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และความสามารถในการผลิตประเทศอาจจะลดลง การที่ต่างประเทศมองจีดีพีไทยต่ำลงจึงไม่น่าแปลกใจ” อดีตผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

เมื่อหันมาดูการส่งออกของไทยที่ขยายตัวต่ำจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่ขยายตัวเลย ก็มีสาเหตุจากหลายปัจจัย ทั้งการย้ายฐานการลงทุนจากนักลงทุนไทยและต่างชาติไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน และมาจากการปรับตัวตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ทัน

ธาริษา กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาภาคส่งออกไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และไอทีเริ่มไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลกเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างการผลิตไอแพด ไอโฟน หรืออื่นๆ ที่ตลาดต้องการ ผู้ผลิตในไทยก็ทำยังไม่ได้ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เครื่องจักร อุปกรณ์การผลิตด้านไอทีในไทยไม่มี แรงงานมีฝีมือที่จะรองรับเทคโนโลยีใหม่ก็ไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ของโลกหันไปตั้งฐานการผลิตที่อื่น เช่น มาเลเซียแทนเป็นต้น เพราะการผลิตสินค้าลักษณะนี้มันต้องใช้เทคโนโลยีอีกแบบ และต้องการปัจจัยสนับสนุน แต่ไทยกลับไม่มี

ดังนั้น รัฐบาลต้องเน้นส่งเสริมการลงทุนไปยังกลุ่มเป้าหมายธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง เพื่อให้ภาคธุรกิจบริการมีศักยภาพสูงขึ้น ความเข้มแข็งในภาคเศรษฐกิจของไทยก็จะตามมาในที่สุด

“หากวันนี้ประเทศไทยไม่คิดเรื่องเหล่านี้เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว การเติบโตจะลดลงเรื่อยๆ และมีปัญหาตามมาอีกมากแน่” อดีตผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

แน่นอนว่า ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไม่ใช่พันธกิจเร่งด่วนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ามาจัดการปฏิรูปประเทศไทยใหม่ แต่รัฐบาลนี้จะไม่อยู่ค้ำฟ้าจนถึง 4 ปี เพราะเมื่อปรับกฎกติกาใหม่แล้ว ก็จะต้องวางมือให้มีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศต่อไป

ในเวลาอันจำกัดของรัฐบาล คสช. ทางทีดีอาร์ไอได้เสนอมาตรการแก้ไขในเชิงสถาบัน 4 ด้าน คือ การแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น การเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และปฏิรูปการเมืองให้นักการเมืองต้องตอบโจทย์ระยะยาวของประชาชน

การสร้างกลไกให้เกิดการส่งผ่านเสียงประชาชนที่เรียกร้องทางการเมือง เพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เน้นการเติบโต และการปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจเหมือนในปัจจุบัน

ข้อเสนอแนะเหล่านี้ รัฐบาลก็คิดที่จะดำเนินการ แต่รัฐยังมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิตให้ชาวนาไร่ละ1,000 บาท และจะมีการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสินค้าเกษตรอื่นๆ อีก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็ยังหวังไม่ได้มาก มาตรการกระตุ้นภาครัฐในปีหน้าคาดว่าจะส่งผลดีต่อจีดีพีประมาณ 1.5% ซึ่งรวมปีนี้และปีหน้าจะมีเม็ดเงินกระตุ้นจากภาครัฐประมาณ1.4 แสนล้านบาท

ความไม่แน่นอนจากการเมืองที่รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะอยู่บริหารระยะสั้น ทำให้นักลงทุนอาจจะมองผลกระทบเรื่องความไม่ต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายอยู่บ้าง ดังนั้นการลงทุนจากเอกชนก็ยังคงมีอย่างระมัดระวัง

เมื่อมีเวลาไม่นาน รัฐบาลก็เลือกแก้ไขปัญหาระยะสั้น พยุงเศรษฐกิจไปก่อน ปัญหาโครงสร้างก็จะยังไม่ได้รับการแก้ไข หากปล่อยให้ประเทศไทยอยู่ไปอย่างนี้ อีกไม่กี่ปีปัญหาการว่างงานจะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน