posttoday
จากใจ "ตู่" ถึง "บิ๊กตู่" ปรองดองสูตร พล.อ.เกรียงศักดิ์

จากใจ "ตู่" ถึง "บิ๊กตู่" ปรองดองสูตร พล.อ.เกรียงศักดิ์

12 ตุลาคม 2557

หลายปีที่ผ่านมาคำว่าสมานฉันท์ มีเอาไว้พูด แต่ไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นหวังว่ารัฐบาลนี้จะทำได้เหมือน พล.อ.เกรียงศักดิ์

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม, ธนพล บางยี่ขัน, เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

หลังพ้นจากการคุมตัวในค่ายทหารช่วงรัฐประหาร “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ปรับบทบาทใหม่ หายหน้าหายตาจากเรดาร์การเมือง งดสวมเสื้อแดงชั่วครู่ เว้นวรรคการเคลื่อนไหวชั่วคราว เหลือเพียงแค่หน้าที่จัดรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม นับถอยหลังอดทนรอสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ เดือน ต.ค. 2558

วันนี้ จตุพรประกาศชัดเจนขอเป็นแค่คนดูอยู่ห่างๆ ไม่เข้าร่วมเวทีปฏิรูปที่เป็นทางการอย่างสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่พร้อมจะให้ความร่วมมือในเวทีที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งที่ผ่านมาถูกเรียกตัวไป “แลกเปลี่ยนความคิดเห็น” หลายรอบ ในฐานะหนึ่งคู่ขัดแย้งสำคัญของสังคม

ผ่านมาหนึ่งเดือนยังเร็วเกินไปที่จะวิพากษ์การทำหน้าที่ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ ตู่ จตุพร ยังยืนยันว่า หลักคิดเรื่องการสลายสีเสื้อและปรองดองนั้น ต้องมองข้าม “สีเสื้อ” ที่เป็นสิ่งสมมติ และมองไปถึงแก่นของความขัดแย้ง คือ ความเหลื่อมล้ำและอยุติธรรม

“พวกผมจะใส่เสื้อสีอะไร แต่แก่นในใจก็ยังเหมือนเดิม เหมือนจัดรายการโทรทัศน์ กสทช.ขอร้องว่าอย่าใส่เสื้อแดง ก็ไม่ใส่เสื้อแดง แต่หลักคิดอุดมการณ์ แก่น เสื้อแค่เปลือก หากอยากสลายสีเสื้อก็ทำให้บ้านเมืองลดความอยุติธรรม ดำเนินการทุกอย่างอย่างเสมอภาค”

จตุพร อธิบายว่า คสช.รู้อยู่แล้วว่าต้นตอของปัญหาเกิดจากอะไร สะท้อนจากประกาศ คสช. ฉบับที่ 63/2557 ประกาศชัดเจนว่าประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรม ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างทั่วถึง โดยเสมอภาคและเท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม คล้ายกับประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี 66/23 ถ้า คสช.ปฏิบัติได้ตามคำสั่ง จะแก้ไขปัญหาของชาติได้

“แสดงว่า คสช.วินิจฉัยโรคถูกแล้ว ส่วนการปฏิบัติยังต้องรอดู เหมือนกับที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ทำไว้ และยังไม่จบ พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) เป็นนายกฯ ต่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คิดเสนอ จนเป็นที่มาของประกาศ 66/23 ยุติสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งครั้งนั้นมีกองกำลังทหารเป็นหมื่นๆ ติดอาวุธรบกัน ตายกันทั้งสองฝ่าย บางพื้นที่ดูเสมือนเป็นอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์ไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ยังยุติได้

“ครั้งนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2520-2523 เคยใช้คำขวัญว่าเราไม่มีเวลาทะเลาะกัน คู่ขัดแย้งถูกควบคุม ขังอยู่ในเรือนจำ ทั้งนักศึกษา 6 ตุลา 2519 กบฏ 26 มีนา 2520 ทั้ง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ พิชัย วาศนาส่ง รวมแล้วร้อยกว่าคน แต่ละคนที่พยายามโค่นรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ถูกปล่อย ทำให้ดูว่าไม่มีจิตอาฆาต แต่หลายปีที่ผ่านมาคำว่าสมานฉันท์ มีเอาไว้พูด แต่ไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นหวังว่ารัฐบาลนี้จะทำได้เหมือน พล.อ.เกรียงศักดิ์

“ผมไม่ได้เสนอเรื่องนิรโทษกรรม ไม่เกี่ยวนะ แต่ถ้าดำเนินการทุกอย่างด้วยความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ไม่มีปัญหาหรอก ประเทศเดินหน้าไปได้ เพราะฉะนั้นเราจึงบอกว่า คสช.รู้ปัญหาแล้ว เพียงแต่ว่าจะเดินหน้าตามที่ตัวเองเข้าใจหรือเปล่า ให้กระบวนการทุกอย่างเดินไปตามหลักที่ถูกต้อง

“อย่างความจริง รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกยกเลิก ก็เล่นงานคนที่มีความผิดตามรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้แล้ว แต่เวลานี้ปรากฏว่าทำสวนกับหลักกฎหมาย ไม่ว่าจะถอดถอนใครก็ผิดทั้งนั้น เพราะคุณระบุว่าความผิดตามรัฐธรรมนูญ 2550 และถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งความผิดไม่อยู่ในปี 2557 กฎหมายลูกก็ไม่สามารถดำเนินการได้อีกแล้ว กรณีอย่างนี้ตอกย้ำว่าทุกอย่างก็มาจากอีหรอบเดิมไม่ต่างจากปี 2549”

ถามย้ำว่าควรจะล้างผิดกันหมดแล้วเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่หรือไม่ จตุพร ชี้แจงว่าไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น ต้องการให้นิรโทษกรรมประชาชนยกเว้นแกนนำ ถ้าเราให้กับประชาชนทุกฝ่ายแล้ว เหลือเฉพาะแกนนำของแต่ละฝ่ายพิสูจน์ข้อเท็จจริงเหมือนการชำระประวัติศาสตร์ไปในตัว

“ถ้าเราคิดว่าการวางรากฐานในอนาคต ถ้าคุณคิดกระทำกับประชาชนอย่างนั้น คุณต้องถูกดำเนินคดีอาญา มิฉะนั้นมันจะมีเหตุการณ์ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนไม่สิ้นสุด บทเรียนควรจะมีสำหรับคนรุ่นต่อไปทั้งสิ้น แนวคิดนี้เราปฏิเสธมาแต่ต้น แต่ว่าเห็นควรปลดปล่อยประชาชน ไม่เช่นนั้นก็จะถูกมองว่าสุดซอยอีกแล้ว ผมเห็นปัญหานี้มาแต่ต้น ต้องให้แกนนำสองฝ่ายซึ่งมีอัตราโทษเท่ากันคือประหารชีวิต ไปพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม”

จากใจ "ตู่" ถึง "บิ๊กตู่" ปรองดองสูตร พล.อ.เกรียงศักดิ์

"พม่า-กัมพูชา"ฆ่ากันยังให้อภัย

จตุพร เปรียบเทียบว่าโมเดลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ นี้ คล้ายกับที่ พล.อ.เต็งเส่ง ประธานาธิบดีพม่า ทั้งที่ตอนพม่าปะทะกันแรงๆ ความขัดแย้งมีสูง อย่างพระภิกษุสงฆ์บิณฑบาต ทหารจะมาใส่บาตร พระคว่ำบาตรจริงๆ เอาฝาบาตรลง เอาก้นบาตรขึ้นข้างบน|ไม่รับ อารมณ์ความรู้สึกของคนถึงขนาดนั้น ต่อมาก็ปล่อยนักโทษการเมือง 3,000 กว่าคน นี่เป็นตัวอย่างที่ดี อย่าง อองซานซูจี ยิ่งมีเสรีภาพมากเท่าไหร่ ยิ่งบินออกนอกประเทศได้ไกลเท่าไหร่ ย่อมเป็นผลดีต่อรัฐบาลพม่ามากเท่านั้น เมื่อก่อนคิดว่ายิ่งกักตัวไว้ยิ่งดี

ประธาน นปช. มองว่าปัญหาความขัดแย้งของไทยแก้ไขง่ายกว่าต่างชาติที่ผ่านความสูญเสียมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นับล้านๆ ชีวิต แต่วันนี้ก็กลับสู่ระบบการเมืองปกติ สำหรับประเทศไทยขึ้นอยู่เพียงแต่ว่าจะเอาจริงเอาจังกันหรือไม่ ส่วนขั้วขัดแย้งที่มีมาเกือบ 10 ปี ไม่ว่าจะชุมนุมคัดค้านของกลุ่มไหน มันไม่ได้ต่างกันทุกเรื่องถึงขนาดน้ำกับน้ำมัน มีบางเรื่องที่หลักคิดไม่ต่างกัน บางเรื่องก็คิดต่างกันสุดขั้ว ถ้ามันบริหารความแตกต่างกันได้ก็แก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ ซึ่งไม่น่ามีปัญหา

“ผมกับพระสุเทพก็คุยกันได้ อย่างตอนคุยกันที่หอประชุมกองทัพบกก่อนยึดอำนาจ 2 นาที ตอนนั้นคุยกันระหว่าง นปช. กับ กปปส. ยังไม่มีข้อสรุป ฝั่งเราจะให้ทำประชามติปฏิรูปก่อนหรือเลือกตั้ง ฝ่ายคุณสุเทพเสนอให้จัดตั้งรัฐบาล แต่พอออกมาเห็นกำลังทหารเต็มพรึ่บ ตอนเข้าห้องน้ำร่วมกับคุณสุเทพ ก็บอกว่าที่นัดคุยต่อกันวันพรุ่งนี้คงไม่ได้คุยแล้วแหละ เพราะน่าจะจบวันนี้ถ้าดูสถานการณ์ คุณสุเทพก็บอกว่าเรา 2 คนไปคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์

“ผมก็ถามว่าจะคุยยังไง พล.อ.ประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะ และในห้องประชุมใหญ่ที่กำลังรอเราเข้าห้องน้ำ มีทั้งรัฐบาลเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ สว. กกต. แม่ทัพนายกองนั่งเต็มพรึ่บ สุเทพก็บอกเดี๋ยวผมตามได้ พอเข้าไปในห้องก็ไปสะกิด พล.อ.ประยุทธ์ แล้วก็ลุกขึ้นมายืนคุยกันที่มุมห้อง 3 คน ในห้องก็มองกันเป็นตาเดียว คุณสุเทพบอกว่าคณะเราก็ยังคุยไม่จบ จะคุยต่อพรุ่งนี้อีกวัน ทุกคนก็พยักหน้าตามนั้นแล้วแยกย้าย พอมานั่ง พล.อ.ประยุทธ์ คุยกันเรื่องอื่นใช้อารมณ์ขัน หลังจากนั้นก็ประกาศยึดอำนาจ คุณสุเทพก็ทำท่า (ยกแขนสองข้างผงะ) บอกไม่ทัน หลังจากนั้นผมถูกคลุมหัวนำตัวออกไป

“ตอนนั้นไม่มีการโกรธถึงขั้นจะต้องห้ำหั่น ประหัตประหาร คุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ยังแปลกใจ ทำไมผมกับพระสุเทพยังคุยกันได้ นั่งอยู่คนละฝั่ง แต่นำเสนอแบบไม่ขัดแย้งกัน สังคมมีความต่าง แต่ไม่ต้องประหัตประหาร หรือเจอกันไม่พูดคุยกัน คุณเชื่อของคุณ ผมก็เชื่อของผม แต่ผมกับคุณก็ไม่จำเป็นต้องโกรธกัน ทะเลาะกันหรือทำร้ายกัน แลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกกับคณะผู้ยึดอำนาจว่า ไม่มีอะไรที่คนไทยจะคุยกันไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่จะอยู่บนพื้นฐานความแตกต่างกันได้อย่างไรไม่ให้แตกแยก ตรงนี้ที่ต้องคิดกติการูปแบบปฏิรูปประเทศไทย”

จตุพร กล่าวทิ้งท้ายว่า เมืองไทยมีอะไรน่ารักในตัว ก่อนหน้านั้นมองพระสุเทพ มองไปก็ขำไป เมื่อก่อนตัวเขานำการชุมนุมก็ต้องทำแบบนี้ แต่พอวันหนึ่งคนที่เคยทำหน้าที่ปราบปรามเราก็ต้องมาทำหน้าที่อย่างที่เราเคยทำ คือมองแล้วไม่ได้รู้สึกกระทบกระเทือนอะไร พอวันหนึ่งแต่ละฝ่ายจะได้ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างไร

“ผมก็มองความต่างไม่ได้เป็นปัญหา หากพระสุเทพสึกออกมาเจอกันก็คุยกัน ไม่เห็นมีปัญหาอะไร เราไม่ได้ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ใดๆ ที่เป็นเรื่องส่วนตัว ดังนั้นเจอก็คุยกันได้ และไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกัน แต่ท่ามกลางความเห็นแตกต่างเราสามารถพูดคุยได้ ไม่จำเป็นต้องทะเลาะ ทำร้ายกัน”

จุดสลบรัฐบาลประยุทธ์   

ประธาน นปช.  วิเคราะห์ว่า  รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ  ถ้าอยู่ตามสัญญาจะไม่เป็นปัญหา ตอนแรกคนอาจมีความรู้สึกต่อต้าน  แต่ท้ายที่สุดคนไทยก็รับสภาพ เช่น ยึดอำนาจ 23 ก.พ. 2530  คณะ รสช. ตั้ง คุณอานันท์ ปันยารชุน  อยู่ปีเศษ ปัญหาระหว่างนั้น ไม่มีการกระทบกระทั่ง ข้างนอกมีการชุมนุมประท้วง วิพากษ์วิจารณ์เยอะแยะ   แต่คุณอานันท์ บริหารได้ตามกำหนด 

อย่างไรก็ตามปัญหาปี2535 เกิดเพราะการวางแผนสืบทอดอำนาจและคนจับได้ว่า เริ่มวางแผนตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญนำไปสู่การไม่รักษาคำพูด ว่าจะไม่รับตำแหน่งแต่มารับตำแหน่ง ทั้งที่ก่อนหน้านั้น พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นคนที่ประชาชนรักใคร่มีมธุรสวาจา มีอารมณ์ขัน  บุคลิกเป็นที่จับใจของคนแต่ทันที่ไปรับตำแหน่งนายกฯ ซึ่งคนเห็นว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ  ความรู้สึกกลายเป็นหนังคนละม้วน  จนนำพามาสู่เหตุการณ์ พฤษภา 2535  เพราะฉะนั้นถ้าอยู่ตามเวลาไม่สืบทอดอำนาจก็ไม่เกิดเรื่อง  ยึดอำนาจปี 19 ก.ย.2549 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เป็นนายกฯ ตามกำหนดปีเศษ ๆ และจัดเลือกตั้ง ไม่มีปัญหา

จตุพร มองต่อไปว่า เรื่องการหาเหตุผลขอขยายเวลาอยู่ในอำนาจต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิด ยังประเมิน อารมณ์ของคนขณะนั้นไม่ได้ แต่สำคัญคือคนไทยถ้าเขาจับได้ไล่ทันว่าเขา “เสียรู้” มันจะไปไกลกว่าปี 2535 ความจริงเรื่องการปฏิรูป ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมไปรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่าย อย่าง ของ นปช. ก็ไปแสดงความเห็น ร่วม 2 ชม. ทุกฝ่ายไปหมด เรียกเอกสารทุกชิ้นที่เคยทำมาตั้งแต่  คุณอานันท์  คุณประเวศ หรือ อาจารย์คณิต ณ นคร  ทุกชิ้น รวมมาแล้วจำแนกเป็น 11 ด้าน  เขาวางบล็อกมาตั้งแต่ต้น 

“สปช. มีของครบอยู่แล้ว  เว้นเสียต้องการเพิ่มอะไร แต่ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าครบถ้วนแล้ว เพราะได้จากการฟังและผลการศึกษาครบถ้วน  คิดให้ตายยังไงก็อยู่ในนั้นไม่มีเรื่องใหม่เข้ามา ส่วนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องร่างรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่ล็อคเสป็คไว้เรียบร้อย รัฐธรรมนูญถาวรปี 2558 ร่างอย่างไรก็ตาม ไม่สามารถร่างให้ขัดกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวได้ 

จตุพร กล่าวว่า อาจมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้กับทุกรัฐบาล เช่น เรื่องไมโครโฟน  และปกติแต่ละรัฐบาลจะไม่ได้ตายกับเรื่องหลัก ไม่ได้มีจุดจบกับเรื่องที่ควรจะเป็น เช่น รัฐบาลยิ่งลักษณ์  ใครจะคิดว่าย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี คนเดียวแล้วต้องมีอันเป็นไป ทั้งที่ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ใครย้ายก็ได้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็ยังอยู่ หากใช้มาตรฐานเดียวกันตอนนี้ต้องถามว่าทำไมทำได้

“อุบัติเหตุทางกรเมืองของไทย  ที่เราติดตามในกระดานก็ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ชวนคนมาดูในกระดานแต่เกมที่จะเปลี่ยนอยู่นอกรัฐบาล  ไม่ได้เปลี่ยนในกระดาน  ผมไม่ได้คิดไกล แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดกับการเมืองไทย มักมีให้เห็นเสมอ แต่ถึงเวลาเราก็ตกใจกับอุบัติเหตุการณ์เมือง เมื่อลองไปศึกษาในอดีต ปัจจุบัน มีในรูปลักษณ์แตกต่างกันเสมอ”

รัฐประหาร เป็นทางสองแพร่ง ที่ จตุพร มองว่าขึ้นอยู่กับคณะควบคุมอำนาจจะวางบริบทตัวเองอย่างไร  ถ้าลงตามกำหนดก็ลงอย่างสง่างาม แต่ถ้าคิดสืบทอดอำนาจก็มีบทเรียนให้เห็นอยู่แล้วจะจบลงด้วยเหตุอะไร มันมีสองทางเท่านั้นว่าคุณจะจากไปด้วยเสียงปรบมือหรือเสียงก่นด่า

“ประชาชนเขารู้ทัน  อย่างวิธีคิดเองการสืบทอดอำนาจ อย่างเรื่องข่าวการตั้งพรรคทหาร ความคิดผมไม่น่ากลัวอะไร แต่จะเป็นผลร้าย ยิ่งยุคสมัยนี้ ต่างจากสมัย 35/1 สมัยก่อนเสียงมันไม่ขาดลอย พรรคสามัคคีธรรม ถูกออกแบบมาให้คุณณรงค์ วงศ์วรรณ มานั่งทำให้ได้ที่หนึ่ง แล้ววางพล็อตให้นักข่าวสิงคโปร์ มาถามเรื่องแบล็คลิสต์ห้ามเข้าอเมริกา ก็ขาดความชอบธรรม พล.อ.สุจินดา คราประยูร มาแทน มันไม่เนียน  เพราะก่อนหน้านั้น จะผ่านรัฐธรรมนูญก็บอกว่าข้าพเจ้าและพวกจะไม่รับตำแหน่ง คนก็ทนไม่ได้ เหตุการณ์ขณะนี้ก็เหมือนกันอะไรที่ไม่แนบเนียน  ทั้ง อำนาจ และ เงิน พอถึงเวลามันไม่มีความหมายมันอาจจะได้บางเวลา บางเวลาไม่มีความหมาย”

จตุพร เปรียบเทียบว่า เสียงสนับสนุนก็เหมือนนาฬิกาทราย มันไม่มีวันได้เพิ่มขึ้น มีแต่จะลดลง   จะลดแบบรวดเร็ว แบบลูกตาลหล่น หรือ ทยอยลด  ไม่ใช่เรื่องที่ใครสามารถสรุปการเมืองไทย ขณะนี้ก็เช่นกัน ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินตามโรดแม็ปที่ประกาศไว้ระหว่างทางก็จะไม่มีปัญหาทางการเมือง    พล.อ.ประยุทธ์ อย่ากังวลทางการเมืองให้ไปมุ่งหน้าแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน คือปัญหาเศรษฐกิจ ที่จะเป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาหนัก ถ้ากังวลเรื่องการเมืองโอกาสแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ยาก 

ดังนั้นจึงเราจึงเห็นว่าควรยกเลิกกฎอัยการศึก  แต่คนยึดอำนาจย่อมต้องการคงไว้   และขณะนี้ การประกาศว่ามี "คลื่นใต้น้ำ" มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าเป็นพวกไหน  เราอยู่ในแวดวงดูแล้วเวลานี้ ทั้ง นปช. ก็ไม่มีเราก็แสดงตน พระสุเทพก็ยังโปรดสัตว์อยู่ ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ก็ไม่ใช่คลื่นใต้น้ำ แล้วจะเป็นพวกไหน  จะเป็นพวกเดียวกันเองหรือไม่

ถามว่าคลื่นใต้น้ำที่ว่าโฟกัสไปที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม อย่างที่เป็นข่าวกันหรือไม่   จตุพร ตอบว่า ไม่ได้โฟกัสถึงใคร  แต่ก็มีอะไรที่คาดไม่ถึงอีกมากมาย ถามย้ำว่าสุดท้ายอาจจะเป็นคนข้างกาย

จตุพร  กล่าวสั้นๆ ว่า “เหมือน ซีซาร์ บรูตุส” พร้อมหัวเราะ

จากใจ "ตู่" ถึง "บิ๊กตู่" ปรองดองสูตร พล.อ.เกรียงศักดิ์

ไม่ได้แกล้งตาย แค่รู้จัก "อดทนและรอคอย"

หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจ รวบทั้งแกนนำความขัดแย้งทุกขั้วทุกฝ่าย ทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มมวลชนเข้าค่ายทหาร

จากนั้นความเคลื่อนไหวจากขั้วต่างๆ ก็นิ่งสงบลงไปทันที โดยเฉาะซีกฝั่งของคนเสื้อแดงแม้แต่พวกฮาร์ดคอร์ยังต้องนิ่งเงียบจนเกิดข้อสงสัยว่าที่นิ่งเงียบเพราะมีเงื่อนงำอะไร หรือมีแผนแกล้งตายให้ศัตรูตายใจหรือไม่

ข้อกังขานี้ “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปฏิเสธทันที และชี้แจงถึงจุดยืนในสถานการณ์พิเศษให้ทีมงานโพสต์ทูเดย์ว่า ไม่ใช่ เราไม่ได้แกล้งตาย และยังมีชีวิตชีวาตามปกติ และคนที่อึดอัดก็ไม่ใช่คนเสื้อแดง แต่คือคนที่เข้าใจว่าตัวเองจะได้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับอำนาจต่างหาก จึงออกมาพูดแสดงความเห็นต่างกรรมต่างวาระ

“แตกต่างไปจากพวกผมที่แสดงตัวตนชัดเจนว่า เมื่อเขายึดอำนาจได้เรียบร้อย ไม่สามารถกระทำการสิ่งใดได้ภายใต้กฎอัยการศึก ที่ผ่านมาเราทำตามพื้นที่ที่เราพึงกระทำได้เท่านั้น คนเสื้อแดงไม่ได้แกล้งตาย แต่รู้จักการอดทน การรอคอย ที่ผ่านมากระบวนการของ นปช.ได้สะสมบทเรียนมากมาย เราเห็นแล้วว่าคนบางคนต้องการที่จะปฏิบัติการเพียงวันเดียว แต่เขารอมาได้ตลอดชีวิต เราควรจะใช้บทเรียนมาเป็นตัวกำหนดความคิด อย่าได้มีอารมณ์ อย่าได้ล้ำสถานการณ์”

จตุพร ได้อธิบายความคำว่า “อดทนและรอคอย” ว่า เมื่อคณะควบคุมอำนาจได้ประกาศชัดเจนว่า มีกำหนดการ มีโรดแมป ว่าเขาจะไปเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นควรจะให้เขาเดินไปถึงจุดที่เขาประกาศ และระหว่างทางนั้นเขาได้มีคำประกาศอยู่มากมาย เช่น คำประกาศที่ 66/2557 ที่จะให้กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างยุติธรรม คำประกาศนี้เองสำคัญ ถ้าเขาปฏิบัติไม่ได้ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ผู้ประกาศเองจะได้รับผลกระทบไปเอง นี่คือสิ่งที่เราต้องรอดู

“นปช.เป็นคนที่มีวินัยในการต่อสู้อยู่พอสมควร เขามีความเข้าใจว่าเราจะกำหนดจังหวะเส้นทางกันอย่างไร เบื้องต้นเวลาโรดแมป 1 ปีข้างหน้าแป๊บเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตือนกันกับทุกฝ่ายคือความอดทนอดกลั้น เพราะว่าใจร้อนหรือล้ำหน้าเกินสถานการณ์จะไม่เป็นผลดีต่อขบวน เพราะฉะนั้นให้เดินไปตามเส้นทางที่ได้มีการพูดคุยกัน เพราะถ้าพรวดพราดไปแล้วคนข้างหลังต้องกระโดดเข้าไปช่วย จะกลายเป็นว่ากระโดดเข้ากองไฟด้วยกัน เราเห็นแล้วว่า ตุลาคม 58 ไม่นาน เรายังรอบอลโลก รอเอเชียนเกมส์ โอลิมปิกได้ครั้งละ 4 ปี เวลาโรดแมปของ คสช.ปีเดียวถือว่านิดเดียว เรายังอดทนรอดูได้ ถือว่าเป็นการวัดหัวใจ ท้าทายความรู้สึก ท้าทายความอึดอัด ท้าทายมโนธรรมได้พอสมควร เรามั่นใจว่าใครนิ่งกว่าคนนั้นจะชนะ”

ส่วนคำถามที่สงสัยกันว่า ทำไมคนเสื้อแดงจึงเงียบผิดปกติ มีท่าทีที่เปลี่ยนไป เป็นเพราะถูกทหารบีบอะไรหรือไม่นั้น ประธาน นปช.ชี้แจงว่า บอกได้เลยว่าไม่มีใครมาเปลี่ยนทัศนคติพวกผม เขาปฏิบัติตามที่เขารู้ว่าควรจะทำอะไรกับใครอย่างไร เขาปฏิบัติได้อย่างที่มนุษย์พึงจะปฏิบัติกัน และเขารู้ดีว่าการข่มขู่ไม่มีผลอะไรกับพวกผม เราไม่ได้เปลี่ยนอะไร แต่เมื่อเราถูกควบคุมตัวที่หอประชุมกองทัพบก ไม่มีโอกาสต่อสู้ใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างถูกควบคุมหมดแล้วไม่มีทางที่จะสามารถทำอะไรได้ หรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทั้งสิ้น

“ไม่ใช่ว่าเราอยู่ในสนามแล้วเราหมอบให้เขาราบคาบ แต่เราไม่มีโอกาสได้ต่อสู้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อทุกอย่างจบสิ้นแล้ว เราต้องสงบเพราะเราอยู่ในส่วนที่ต้องรับผิดชอบชีวิตประชาชน จะตัดสินบนพื้นฐานอารมณ์ไม่ได้ ต้องตั้งหลักด้วยการทำความเข้าใจว่า ไม่ได้ชนะหรือแพ้กันเดี๋ยวนี้ เวลานี้คนส่วนใหญ่ยอมรับได้กับห้วงเวลาโรดแมปที่ คสช.ได้ประกาศไว้ และถ้าเขายังเดินในห้วงเวลานี้อีกไม่นานนัก และระหว่างทางนี้เราควรนำความคิดต่างๆ เรื่องการปฏิรูปในวงรอบนอกแง่มุมต่างๆ เสนอเข้าไป ซึ่งก็ไม่ได้คาดหวังแบบโลกสวยว่าต้องประสบความสำเร็จ แต่เราต้องรอดูจนกว่าถึงจุดที่สุด ถ้าเวลาผ่านไปสิ่งไหนที่ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่”

ประธาน นปช.บอกถึงข้อดีการรอคอยของคนเสื้อแดงว่า การเร่งรีบจะไม่ใช่ผลดี เพราะถ้าเรายิ่งรีบเท่าไหร่ก็ช้าเท่านั้น และก็จะไม่มีโอกาสใดๆ ที่จะได้ไปต่อสู้ในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นเราต้องคิดหลักความเป็นจริง ไม่ใช่เพราะเราเปลี่ยนไปหรือเปล่า แต่สถานการณ์มันเบ็ดเสร็จไปแล้ว ก็เป็นเวลาที่เราต้องจัดความคิดเหมือนกันว่าสถานการณ์อันนี้เราจะรักษากระบวนการประชาชนอีกจำนวนมากนี้อย่างไร พูดเสมอว่าเรานั่งจัดรายการเราไม่สามารถพูดได้ 100% หรือ 360 องศา เราพูดได้แค่ 180 องศาเท่านั้น แต่จะพูดอย่างไรให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าเราไม่ทรยศต่อเขา และฟังยังไงไม่ให้เขาเห็นว่าเราสอพลอกับผู้ยึดอำนาจ และคิดว่ามีคนเสื้อแดงอีกมากที่เข้าใจเรา ส่วนที่ไม่เข้าใจต้องใช้เวลาสักพัก ส่วนที่ไม่เข้าใจยังไงก็ไม่เข้าใจ แต่ถ้าเป็น นปช.หลักเขาจะรู้ ทุกคนรู้ตลอดเส้นทางการต่อสู้ เราไม่มีวินาทีไหนทรยศกับเขา เพราะฉะนั้นความเชื่อมั่นระหว่างกันยังมีอยู่

จากใจ "ตู่" ถึง "บิ๊กตู่" ปรองดองสูตร พล.อ.เกรียงศักดิ์

เกมล้างบาง 500 นักการเมือง

สุดท้ายปลายทางรัฐธรรมนูญฉบับถาวรปี 2558 จะเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่คิดว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะร่างอย่างไรก็ตามจะขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ไม่ได้ ซึ่งได้ล็อกสเปกไว้เรียบร้อยแล้ว ดูได้จากมาตรา 35 ที่กำหนดกรอบการทำงานของ กมธ.ร่าง รธน.เอาไว้ว่า จะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุม 10 เรื่อง และหนึ่งในนั้นคือต้องป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

พูดง่ายๆ คือนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองหรือสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 ที่จะกลับเข้าสู่ถนนการเมืองปี 2558 จบแล้ว และชะตากรรมที่เหลือ สส.และ สว.อีก 308 คน รวมแล้วก็กว่า 500 คน ที่รอดูว่าจะจบหรือไม่จบในขั้นตอนของการถอดถอน เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่ามือที่ออกแบบรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เป็นคนเดียวกับที่ร่างรัฐธรรมนูญปี 2534 ปี 2540 ปี 2550 และรัฐธรรมนูญฉบับถาวรปี 2558 ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเขาจึงจัดได้สองขยักที่มีความแยบยล ดังนั้นเมื่อนักการเมืองเหล่านี้ถูกตัดสิทธิเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว และถ้า สส.และ สว.ถูกตัดสิทธิไปอีก นักการเมืองรุ่นเก่าก็จะหมดไป แต่ไม่เป็นไรคนไทยยังเหลืออีก 64 ล้านคน ที่มีคุณสมบัติมากพอ และเชื่อว่าต่อให้นักการเมืองเหล่านี้อดเล่นการเมืองไปตลอดชีวิต

"ไม่ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยอ่อนแอเพียงเพราะจะมีหรือไม่มีสมาชิก 111 หรือ 109 หรือ 308 คน ซึ่งความอ่อนแอหรือไม่อ่อนแอจะอยู่ที่จุดยืนหรืออุดมการณ์ต่างหากว่าเป็นที่ศรัทธาของประชาชนหรือไม่ ถ้าประชาชนมีความศรัทธา ไม่ว่าจะส่งใครไปก็ตามผลการเลือกตั้งก็ไม่แตกต่าง ไม่ว่าคุณออกแบบไว้อย่างไรก็ตามถ้าประชาชนไม่เชื่อคุณก็ไม่มีวันชนะ ถ้ายิ่งใช้อำนาจมากเท่าไหร่คนไทยจะยิ่งต่อต้านมากเท่านั้น เพราะคนไทยเห็นว่าเป็นการรังแกกัน"

ดังนั้น หลักคิดของสมาชิกสภาปฏิรูปที่ออกมาบอกว่าต้องกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากการเมือง ผมบอกเลยว่าไม่ต้องไปบอกหรอก เพราะคนร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวเขาเขียนกันไว้เรียบร้อยแล้ว ผมเชื่อว่าคนที่ออกแบบร่างรัฐธรรมนูญคงคิดอ่านมาสำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้นการร่างรัฐธรรมนูญในระยะเวลา 6 เดือนไม่พอ มันไม่ใช่ เพราะทุกอย่างถูกล็อกไว้หมดแล้ว เหมือนก๋วยเตี๋ยวที่เหลือแต่ปรุงรส ใส่พริกไทย น้ำตาล น้ำปลา มะนาว แล้วรอเสิร์ฟและตักใส่ปากเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท