
โลกสวยจากด้านมืด
ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ 9 ต.ค. เป็นวันคล้ายวันตายของ เอร์เนสโต เช เกวารา นักปฏิวัติ
ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ 9 ต.ค. เป็นวันคล้ายวันตายของ เอร์เนสโต เช เกวารา นักปฏิวัติซึ่งชีวิตและความตายของเขา สร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวที่ใฝ่ฝันถึงโลกและสังคมที่ดีงามมาหลายยุคสมัย
วันศุกร์ที่ผ่านมา มาลาลา ยูซาฟไซ เด็กสาวปากีสถาน อายุเพียง 17 ปี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
สิ่งที่พวกเขามีร่วมกัน คือ ล้วนมองเห็นและอยู่ในโลกที่เลวร้าย
แม้จะเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลาง และเป็นนักศึกษาแพทย์ แต่การตระเวนเดินทางทั่วอเมริกาใต้ เช เกวารา เห็นถึงความทุกข์ยากทั่วแผ่นดิน
เช่นเดียวกัน สาวน้อยมาลาลาก็เติบโตมาในครอบครัวเจ้าของโรงเรียน ในยุคที่มุสลิมหัวรุนแรง “ตาลีบัน” ขยายอิทธิพลในปากีสถาน ด้วยวัยเพียง 11 ขวบ เธอขึ้นเวทีปาฐกถาท้าทายตาลีบันอย่างอาจหาญ เรียกร้องสิทธิการศึกษาของผู้หญิง ซึ่งตาลีบันสั่งห้าม
การรณรงค์เรียกร้องของเธอปรากฏต่อสังคมโลกในช่วงหลายปีต่อจากนั้น กระทั่งเมื่ออายุ 14 ปี มือปืนตาลีบันบุกยิงเธอบนรถโรงเรียน กระสุนเข้าที่ศีรษะและลำคอ องค์กรนานาชาติช่วยเหลือนำเธอไปรักษาตัวที่ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันอาการของมาลาลาดีขึ้น แต่เธอและครอบครัวยังอยู่ที่อังกฤษ โดยมีการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
ชื่อของเธอ มาลาลา มีความหมายว่า “เผชิญหน้ากับความกลัว”
โลกของ เช เกวารา และมาลาลา นั้นโหดร้าย แต่หากยอมจำนนต่อความหวาดกลัว โลกคงไร้ต้นแบบให้ผู้คนได้คิดฝันและสร้างสิ่งใหม่ ในด้านมืดนั้น เขาและเธอมีความฝันและมีความหวังว่า โลกอีกด้านหนึ่งอาจสวยงาม หรือแม้ว่าจะไม่สวยงาม แต่อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าที่ซึ่งเขาและเธอกำลังมีชีวิตอยู่ ...
...หลายปีมานี้ชีวิตและงานพาให้ผมได้สัมผัสกับผู้เผชิญหน้ากับความกลัวหลายคน
ผู้บัญชาการกองพลกะเหรี่ยง ที่พาลูกน้องไม่ถึง 10 คน บุกป่าฝ่าดอยพบปะพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ ปลุกเร้ารวมใจให้ต่อสู้กับผู้รุกรานกดขี่ เพื่อสักวันหนึ่งพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นบนแผ่นดินของตนเอง
ผู้นำชาวบ้านจากเหนือสุดริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งปกป้องสายน้ำของผู้คนนับสิบล้านชีวิต ให้เป็นที่อยู่ที่ทำกินอย่างยั่งยืน
ชายหนุ่มปักษ์ใต้ผู้ใช้วาจาท้าทาย โต้ตอบอำนาจรัฐที่กล่าวหาขบวนชาวบ้านว่าขัดขวางการพัฒนา
แม้กระทั่งนักต่อสู้ที่สังคมไทยเรียกพวกเขาอย่างเหยียดหยามว่า “โจรใต้”
ครั้งหนึ่ง ชายวัยฉกรรจ์ ผิวเข้ม ถามขึ้นกลางวงอาหารเย็นว่า
“เป็นไง กินข้าวกับโจรอร่อยมั้ย”
ผมตอบไปว่า “ดีครับ อร่อย หาโอกาสกินข้าวกับโจรมานานแล้ว”
ไม่เพียงกินข้าว ผมให้เวลา 3 วัน 2 คืน พูดคุยและพักอยู่ที่เดียวกับกลุ่มโจร
ลึกลงไปใต้เปลือกที่เราเรียกเขาว่าโจรใต้ ผมเห็นถึงความโรแมนติก ช่างฝัน ของนักสู้วัยกลางคนเหล่านี้
การต่อสู้ด้วยอาวุธ ความรุนแรงที่ทำให้ถูกประณาม คือความจำเป็นที่พวกเขาจำใจต้องทำ พวกเขาล้วนมีครอบครัว มีผู้อันเป็นที่รัก เช่นเดียวกับฝ่ายต่างๆ ที่สูญเสียจากการกระทำของพวกเขา
เช้าวันหนึ่ง ผมนั่งสูบบุหรี่และพูดคุยกับชายฉกรรจ์ผิวเข้มระดับหัวหน้ากองกำลังปฏิบัติการ ด้วยประเด็นทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่เน้นไปที่อาหารมลายูที่ผมชอบ
“ผมก็ไม่ค่อยได้กิน นานๆ ได้กลับบ้าน ได้กินทีนึง” เสียงของเขาที่พูดประโยคนี้นั้นแผ่วเบาลง ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการถามขึ้นกลางวงว่ากินข้าวกับโจรอร่อยมั้ย ...
... การพูดคุยกันในช่วง 2 วัน นักต่อสู้อาวุโสในกลุ่ม บอกว่า “พวกเราไม่ได้รบกับคนไทย แต่สู้กับนักปกครอง ทุกอย่างสามารถจบลง ถ้านำมาซึ่งสันติสุข เรามีสิทธิพื้นฐาน สิทธิทางการเมือง และสามารถทำให้สังคมของเราดีงาม”
กว่า 40 ปีของการต่อสู้ น้อยคนนักจะได้กลับบ้าน ชีวิตต่างถิ่นแม้จะปลอดภัย แต่ก็หาใช่ว่าจะมีความสุข หนทางที่ผ่านมาแทบมองไม่เห็นชัยชนะ แต่ทุกครั้งเมื่อมีความหวัง แม้เบื่อหน่าย แต่พวกเขาก็ลุกขึ้นต่อสู้อีกครั้ง นายแพทย์วัยกลางคนซึ่งร่วมในขบวนการต่อสู้มาตั้งแต่วัยหนุ่ม อธิบายต่อคนนอกอย่างผมว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ สิทธิในดินแดน สิทธิของประชาชน สิทธิในอำนาจการปกครอง
“ทั้งหมดนี้เพื่อกำหนดชะตากรรมของเราเอง อะไรที่เราจะได้คืนในแนวทางสันติวิธี ถ้ามีแนวทางตอบคำถามนี้ได้เราก็ยอมรับ ก่อนนั้นเราต่อสู้แบบใต้ดิน (ผู้เขียนตีความว่าหมายถึงการต่อสู้ด้วยอาวุธ) แต่เมื่อมีทางเลือกอื่นเราก็ต้องการ”
ในบทบันทึกหนึ่งของนายแพทย์นักต่อสู้ผู้นี้ เขากล่าวถ้อยคำซึ่งสะท้อนความรู้สึกไว้อย่างน่าสนใจว่า
“เราผู้อยู่ข้างหลังทำได้แค่ถามตัวเองว่า เราจะทำดีที่สุดได้เพียงใดในการทำงานสานต่อความฝันของเขา ความฝันของเรา เพื่อบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงสำหรับปาตานีดารุสสลาม”
เป็นความฝัน ความหวัง ที่แทนความรู้สึกนักต่อสู้ผู้พลัดพรากจากมาตุภูมิ
สันติภาพนั้นเป็นความฝันสวยงาม โลกนั้นเป็นวัตถุทรงกลม มองได้หลายด้านหลายมุม บางทีอาจมีแต่ผู้ที่อยู่ในด้านมืดเท่านั้น ที่มองโลกเห็นความสวยงามของโลกในอีกด้านหนึ่ง







