
กำจัดความโกรธ
ท่านผู้อ่านที่เคารพ เรื่องของความโกรธนั้น เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวอย่างยิ่งและเป็นเรื่องที่มีมานาน
ท่านผู้อ่านที่เคารพ เรื่องของความโกรธนั้น เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวอย่างยิ่งและเป็นเรื่องที่มีมานาน นับว่าเป็นกิเลสพื้นฐานทีเดียว MQ ในวันนี้ จึงขอนำเรื่องจากพระสูตรชื่อ “อุรคสูตร” ซึ่งว่าด้วย “การกำจัดความชั่วเหมือนพิษงู” มาคุยกัน
ภิกษุใดแล ย่อมกำจัดความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว
เหมือนหมอกำจัดพิษงูที่ซ่านไปแล้วด้วยโอสถฉะนั้น
ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้
เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ท่านอธิบายว่า ผู้ใดย่อมกำจัด คือ ย่อมอดกลั้น ได้แก่ ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้ถึงที่สุด ซึ่งความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว คือ ที่ซึมซาบไปทั่วจิตสันดานแล้วตั้งอยู่ด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาอุบายเครื่องกำจัดทั้งหลาย
เหมือนหมอที่กำจัดพิษ ซึ่งถูกงูกัด พึงกำจัดพิษงู ที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายแล้วคงอยู่ด้วยยานานาชนิด บรรดายาที่ทำด้วยรากไม้ ต้นไม้ เปลือกไม้ ใบและดอก เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือด้วยโอสถที่จัดปรุงขึ้นได้ฉับพลันทีเดียว
การกำจัดความโกรธ จะละจะกำจัดได้โดยสิ้นเชิงก็ด้วยอนาคามิมรรค เมื่อละได้ย่อมเรียกว่า ละซึ่งฝั่งในคือ อายตนะภายใน 6 ชื่อว่าฝั่งใน อายตนะภายนอก 6 ชื่อว่าฝั่งนอก หรือ มนุษยโลกชื่อว่าฝั่งใน เทวโลกชื่อว่าฝั่งนอก หรือ กามธาตุชื่อว่าฝั่งใน รูปธาตุและอรูปธาตุชื่อว่าฝั่งนอก หรือ อัตภาพชื่อว่าฝั่งใน อุปกรณ์แห่งความสุข
ในเรื่องนี้ท่านได้กล่าวถึงงู ซึ่งก็เป็นชื่อของพระสูตรนี้ คือ อุรโค คือ งูซึ่งเป็นสัตว์ที่จะลอกหนังที่มีความเก่าคร่ำคร่าของตนออก งูมีความรังเกียจคราบของตน จะพยายามลอกคราบด้วยอาการ 4 คือ
1.แม้ดำรงอยู่แล้วในชาติกำเนิดของตน
2.เกลียดอยู่ลอกคราบไป
3.ย่อมลอกคราบไปเพราะอาศัย
4.ย่อมลอกคราบไปด้วยกำลัง
ในข้อ 1 นั้นชาติกำเนิดของงูชื่อว่า สชาติ คือ การมีตัวยาว ด้วยงูทั้งหลายไม่ล่วงชาติกำเนิดของตนในฐานะทั้ง 5 คือแม้ว่างูจะมีฤทธิ์ เช่น นาคแปลงกายเป็นมนุษย์ แต่ด้วยฐานะทั้ง 5 จะต้องดำรงอยู่ในชาติกำเนิดของตนคือเป็นลักษณะของงู คือมีตัวยาว ฐานะทั้ง 5 คือ ในกาลอุบัติ ในกาลจุติ (ตาย) ในการหลับ ในกาลเสพเมถุนกับงูด้วยกัน และกาลลอกคราบ
ส่วนข้อ 2 ถึงข้อ 4 นั้นอธิบายว่า งูเกลียดคราบ และพยายามลอกคราบ โดยอาศัยกิ่งไม้บ้าง และมีความอุตสาหะในการที่จะลอกคราบไปตามปรารถนา
เปรียบเสมือนภิกษุ ผู้เป็นชาติอริยะ ย่อมดำรงอยู่ในศีล เกลียดซึ่งฝั่งในและฝั่งนอก มีอัตภาพของตนเป็นต้น ซึ่งยังทุกข์ให้เกิดขึ้น เพราะการเห็นโทษในเรื่องนั้นๆ ดุจงูเกลียดคราบอันเก่าคร่ำคร่าของตน อาศัยกัลยาณมิตรทั้งหลาย ทำกำลังคือความเพียรอันมีประมาณยิ่งให้เกิดขึ้น เพราะมีความบากบั่น ไม่ย่อท้อ ดุจงูลอกคราบ ครั้นสละฝั่งในและฝั่งนอกได้แล้ว เป็นผู้มีคราบอันละแล้ว ดุจงูลอกคราบแล้วฉะนั้น
ในอรรถกถายังมีความที่เป็นข้อคิดเกี่ยวกับความโกรธอีกมากมาย ดังนี้
ผู้ใดแลพึงยับยั้งความโกรธที่บังเกิดขึ้นไว้ได้
ผู้นั้นก็ดุจบุคคลหยุดรถที่ไปอย่างรวดเร็วได้ ฉะนั้น
ผู้ใดย่อมโกรธตอบต่อผู้โกรธแล้ว
ผู้นั้นแลเลวเสียกว่าผู้โกรธทีแรกนั้นอีก
เพราะเหตุที่โกรธตอบเขานั้น
ผู้ที่ไม่โกรธตอบต่อผู้ที่โกรธตนแล้ว
ชื่อว่าย่อมชนะสงครามซึ่งชนะได้แสนยาก
ผู้ที่รู้ว่าคนอื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติสงบเสงี่ยม
ชื่อว่า ประพฤติประโยชน์
ทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายตนและผู้อื่น
คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ คนโกรธย่อมไม่เห็นธรรม
ความโกรธย่อมครอบงำนรชนใด
ความมืดบอดก็ย่อมมีแก่นรชนนั้นในกาลนั้น
สัตว์ทั้งหลายโกรธเพราะความโกรธใดแล
ย่อมเข้าถึงทุคติ ท่านผู้มีปัญญาเห็นแจ้งทั้งหลาย
รู้ดีแล้วจึงละความโกรธนั้นเสีย
บุคคลพึงละความโกรธ พึงสละมานะ
พึงก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย
ความโกรธก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย
ความโกรธทำจิตให้กำเริบ
คนย่อมไม่รู้จักความโกรธ
ที่เกิดขึ้นแล้วแต่จิต ว่าเป็นภัย
ดูก่อนท่านผู้มีปัญญาเพียงดังแผ่นดิน
ท่านจงข่มความผิดพลาดครั้งหนึ่งเสีย
บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่มีความโกรธเป็นพลัง
อ่านแล้วก็หวังว่า จะยับยั้งความโกรธได้ดีขึ้น







