
เป็ดไล่ทุ่งมุ่งปฏิรูป
มีนิทานอีสปเรื่องหนึ่งอยากเล่าให้ฟัง กาลครั้งหนึ่งใน พ.ศ. ปัจจุบัน ณ ดินแดนห่างไกลริมแม่น้ำ 5 สาย
มีนิทานอีสปเรื่องหนึ่งอยากเล่าให้ฟัง
กาลครั้งหนึ่งใน พ.ศ. ปัจจุบัน ณ ดินแดนห่างไกลริมแม่น้ำ 5 สาย ไร้ผู้คน จะมีก็แต่สัตว์ปีก 5 จำพวกครอบครองอาณาเขตริมแม่น้ำแต่ละสายนั้น
พวกแรกคือพญาอินทรี นับจำนวนได้ 15 ตัว ล้วนแต่มีท่าทีองอาจ ด้วยฐานะใหญ่โตเป็นพญาสัตว์ปีก มีหน้าที่ใช้สายตามองไปข้างหน้าเพื่อชี้ทิศทางให้แก่สัตว์ปีกอื่นๆ อีก 4 พวกบินตาม ที่มีการเล่าลือว่าพญาอินทรีนั้นฟักมากับอุ้งเท้า หรือใช้เล็บแหลมๆ ไปคัดไปหามา
พวกที่สองคือหงส์ มีจำนวน 35 ตัว ทั้งนี้ก็มีหัวหน้าพญาอินทรีมาเป็นหัวหน้าคุมหงส์หมู่นี้ด้วยอีกทีหนึ่ง อาศัยอยู่ในรังอลังการสวยงามชื่อ “ทำเนียบ” มีหน้าที่บินโฉบไปที่โน่นที่นี่ เพื่อสร้างทุ่งท่าป่าเขาให้สวยงาม อย่างที่เรียกทางวิชาการว่า “พัฒนา”
พวกที่สามคือไก่ มีจำนวน 220 ตัว แต่เป็นประเภท “ไก่ฟาร์ม” คือชอบถูกเลี้ยงอยู่ในกรง และถูกให้อาหารตามสูตรของพญาอินทรี รวมทั้งต้องออกไข่ตามที่พญาอินทรีกำหนด ทั้งนี้ทุกเช้าก็ต้องขันตามที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ มองรวมๆ ก็สวยงามดี เหมือนไก่ฟ้าพญาลอ
พวกที่สี่คือเป็ด ส่วนใหญ่เป็นเป็ดพันธุ์ดี แต่ออกจะอาภัพเพราะกว่าจะเดินทางมาถึงแม่น้ำสายที่อาศัยอยู่นี้จากจำนวน 7,000 กว่าตัว ก็ถูกคัดทิ้งไปเหลือเพียงแค่จำนวน 250 ตัวดังกล่าว แถมยังถูกนำมาปล่อยทิ้งไว้กลางทุ่ง เพื่อให้เดินสะเปะสะปะและออกไข่ไปตามยถากรรม
และพวกสุดท้ายคือพวกนกพูดได้ ได้แก่ นกแก้ว นกขุนทอง และนกกระตั้ว รวม 35 ตัว มีหน้าที่มาช่วยกันคิดและเขียน “มหากฎระเบียบ” เพื่อควบคุมฝูงนกและสัตว์ปีกทุกชนิดให้อยู่ร่วมกันอย่างมีวัฒนธรรม สู้สังคมนกที่ศิวิไลซ์ ภายใต้กระบวนการที่ชื่อว่า “ปฏิรูปสัตว์ปีก”
แต่นิทานวันนี้จะเน้นแต่เรื่องของเป็ด เพราะเป็ดเป็นที่มาที่ไปในการยึดอำนาจของพญาอินทรี และที่สำคัญการปฏิรูปสัตว์ปีกครั้งนี้ก็เป็นไปตามคำเรียกร้อง “ก้าบๆๆ” ของเป็ด (กรุณาอย่านำเรื่องนี้ไปเทียบเคียงกับเป็ดพิการตัวหนึ่งที่บางบอน เพราะเป็นคนละเรื่องกัน)
สัตว์ปีกที่เรียกว่าเป็ดนั้นมีคุณลักษณะที่สำคัญอยู่ 4 ประการ หนึ่งคือมีรูปร่างและหน้าตาที่น่ารักน่าเอ็นดู (ที่ทำให้ นายวอลท์ ดิสนีย์ เอามาวาดเป็นการ์ตูนชุดโดนัลด์ ดั๊ค) สองคือมีความสามารถหลากหลาย ว่ายน้ำได้ดี เดินได้เร็วพอสมควร แม้จะบินได้ไม่ไกลนัก สามคือสามารถปรับตัวได้ในอุณหภูมิที่แตกต่าง เป็ดจึงมีอยู่มากทั้งในเมืองร้อนและในเมืองหนาว และสี่คือไข่เป็ดมีคุณค่าทางโภชนาดีกว่าไข่ไก่ จึงมีราคาแพงกว่าไข่ไก่ เหมาะสำหรับทำไข่เค็มและไข่เยี่ยวม้า
รวมความว่ามีความเป็นเทคโนแครตและปัญญาชนค่อนข้างสูง มีความเป็นอิสระและหลากหลาย น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการปฏิรูปสัตว์ปีกครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง
เหตุผลที่ต้องปฏิรูปสัตว์ปีกก็เพราะหลายปีมานี้สัตว์ปีกนานาจำพวกทะเลาะกันอย่างไม่หยุดหย่อนและรุนแรงขึ้นเรื่อย สาเหตุก็มาจากพญาแร้งตัวหนึ่งลุแก่อำนาจ คิดว่าตัวเองเป็นพญาครุฑ อันเนื่องมาจากได้มอมเมาบรรดาอาณาประชาสัตว์ปีกจนสามารถได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าสัตว์ปีกมาได้อย่างถล่มทลายในทุกครั้ง กระทั่งพญาครุฑอยู่ในอันตราย
เมื่อ 8 ปีก่อน พญาอินทรีที่มีอำนาจคุมกองทัพสัตว์ปีกก็ได้ยึดอำนาจเสีย แล้วก็เสียจริงๆ คือ “เสียของ” ว่ากันว่าระบบขับถ่ายบกพร่องจึง “ปัสสาวะไม่สุด” ส่งผลให้สังคมสัตว์ปีกมีความวุ่นวายและเกิดผลกระทบอีนุงตุงนังมาอีกหลายอย่าง ที่ร้ายแรงที่สุดคือโรค “อีโบลาสัตว์ปีก”
อีโบลาสัตว์ปีกเกิดจากนกกระจอกแดงไปเสพมูลของพญาแร้ง แพร่ความคิด “รังสัตว์ปีกใหม่” ที่จะเปลี่ยนระบบการปกครองสัตว์ปีกไปทั้งอาณาจักร จึงถูกบรรดานกกระจาบเหลืองและนกกระจิบฟ้าก่อม็อบออกมาต่อต้าน ท้ายที่สุดพญาอินทรีที่กุมอำนาจอยู่ในปัจจุบันจึงใช้อำนาจออกกฎอัยการสัตว์ปีกเรียกให้นกทั้งสองฝ่ายมาร่วมประชุมกัน แต่เมื่อการประชุมไม่เกิดผล จึงให้จับนกทั้งหมดนั้นขึ้นรถตู้ แล้วไป “ปรับพฤติกรรม” อยู่หลายวันก่อนปล่อยตัวออกมา
ต่อมาพญาอินทรีได้ให้นกเอี้ยงบริกรช่วยกันร่างมหากฎระเบียบสำหรับการปฏิรูปสัตว์ปีกนี้เป็นการเฉพาะ อันเป็นที่มาของคำว่ามหากฎระเบียบฉบับแม่น้ำ 5 สาย ที่ได้วางเส้นทางไปสู่การปฏิรูปสัตว์ปีกที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า Road Map นั้นไว้แล้ว ข้อหนึ่งที่เขียนไว้ในมหากฎระเบียบนี้ก็คือ ให้มีสภาปฏิรูปสัตว์ปีก อันเป็นที่มาของเป็ดจำนวน 250 ตัวในสภาแห่งนี้
คำถามก็คือทำไมต้องใช้แต่เป็ดเท่านั้น
ด้วยเหตุที่เป็ดมีลักษณะน่ารัก มีความสามารถหลากหลาย เดินเร็ว บินได้บ้าง ว่ายน้ำเก่ง ปรับตัวได้ตามอุณหภูมิที่แตกต่าง มีราคาหรือดูดีกว่าสัตว์ปีกจำพวกอื่น แต่เพื่อไม่ให้เกิดการครหานินทา พญาอินทรีท่านก็สร้างพิธีกรรมในการคัดเลือกอันยอกย้อนพอสมควร ก่อนที่จะใช้ “เล็บ” เกี่ยวขึ้นมา 250 ตัวจาก 7,000 กว่าตัว แล้วนำมาปล่อยไว้กลางทุ่งกลางท่าอย่างที่เห็น
ภาษาเกษตรกรเขาเรียกว่า “เป็ดไล่ทุ่ง”
ที่ต้องเรียกอย่างนี้ก็เพราะว่าเป็ดฝูงนี้ถูกกวาดต้อนมารวมกันอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ โดยจะมีเป็ดจำนวนหนึ่งราว 20 ตัวที่จะต้องไปทำงานร่วมกับพญาอินทรี หงส์ และไก่ อีกพวกละ 5 ตัว เป็นคณะกรรมาธิการร่างมหากฎระเบียบเพื่อการปฏิรูปสัตว์ปีก ซึ่งก็น่าจะมีปัญหาในการรวบรวมความคิดเห็น โดยคณะพญาอินทรีที่เป็นใหญ่สูงสุดท่านก็บอกว่าจะไม่ “บงการ” ใดๆ
นอกจากนี้ เมื่อถูกจับออกมาไว้ที่กลางทุ่ง สภาพของท้องทุ่งก็คือความเวิ้งว้างกว้างไกล แม้เป็ดแต่ละตัวจะมีชื่อเสียงและภูมิปัญญามากเพียงใด แต่เมื่อมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็คงจะมีความประหวั่นพรั่นพรึงไม่น้อย โดยเฉพาะกับประโยคของพญาอินทรีที่กล่าวอยู่บ่อยๆ ว่า “ขอให้เป็นหน้าที่ของสภาเป็ด เอ๊ย สภาปฏิรูปสัตว์ปีก ทำหน้าที่ไป คิดจะปฏิรูปอะไรก็คิดไป แล้วเสนอมา”
แต่ถ้าไม่ถูกใจก็จะเปลี่ยนสภานี้ได้เรื่อยๆ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เหนือเมฆยังมีท้องฟ้า เหนือสกุณายังมีพญาอินทรี
หมายเหตุ : การสอนวิชารัฐศาสตร์โดยการ
“แต่งเรื่อง” นี้เป็นแนวทางหนึ่งในการศึกษาวิชาการเมืองการปกครอง นอกเหนือจากแนวทางคลาสสิกที่ใช้ปรัชญา ประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมวิทยา และพฤติกรรมศาสตร์แล้ว ในการสอนรัฐศาสตร์สมัยใหม่ก็จะเน้นการใช้กรณีศึกษา การศึกษาเปรียบเทียบ รวมทั้งใช้นิยาย การ์ตูน และการสร้างวาทกรรมต่างๆ โดยเฉพาะนักรัฐศาสตร์แนวโพสต์โมเดิร์น ทำให้วิชารัฐศาสตร์ไม่น่าเบื่อและพัฒนาไปได้เรื่อยๆ







