
จากใจ 'ตู่' ถึง 'บิ๊กตู่' ปรองดองสูตร พล.อ.เกรียงศักดิ์
หลังพ้นจากการคุมตัวในค่ายทหารช่วงรัฐประหาร “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ปรับบทบาทใหม่
โดย...ธนพล บางยี่ขัน/เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
หลังพ้นจากการคุมตัวในค่ายทหารช่วงรัฐประหาร “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ปรับบทบาทใหม่ หายหน้าหายตาจากเรดาร์การเมือง งดสวมเสื้อแดงชั่วครู่ เว้นวรรคการเคลื่อนไหวชั่วคราว เหลือเพียงแค่หน้าที่จัดรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม นับถอยหลังอดทนรอสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ เดือน ต.ค. 2558
วันนี้ จตุพรประกาศชัดเจนขอเป็นแค่คนดูอยู่ห่างๆ ไม่เข้าร่วมเวทีปฏิรูปที่เป็นทางการอย่างสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่พร้อมจะให้ความร่วมมือในเวทีที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งที่ผ่านมาถูกเรียกตัวไป “แลกเปลี่ยนความคิดเห็น” หลายรอบ ในฐานะหนึ่งคู่ขัดแย้งสำคัญของสังคม
ผ่านมาหนึ่งเดือนยังเร็วเกินไปที่จะวิพากษ์การทำหน้าที่ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ ตู่ จตุพร ยังยืนยันว่า หลักคิดเรื่องการสลายสีเสื้อและปรองดองนั้น ต้องมองข้าม “สีเสื้อ” ที่เป็นสิ่งสมมติ และมองไปถึงแก่นของความขัดแย้ง คือ ความเหลื่อมล้ำและอยุติธรรม
“พวกผมจะใส่เสื้อสีอะไร แต่แก่นในใจก็ยังเหมือนเดิม เหมือนจัดรายการโทรทัศน์ กสทช.ขอร้องว่าอย่าใส่เสื้อแดง ก็ไม่ใส่เสื้อแดง แต่หลักคิดอุดมการณ์ แก่น เสื้อแค่เปลือก หากอยากสลายสีเสื้อก็ทำให้บ้านเมืองลดความอยุติธรรม ดำเนินการทุกอย่างอย่างเสมอภาค”
จตุพร อธิบายว่า คสช.รู้อยู่แล้วว่าต้นตอของปัญหาเกิดจากอะไร สะท้อนจากประกาศ คสช. ฉบับที่ 63/2557 ประกาศชัดเจนว่าประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรม ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างทั่วถึง โดยเสมอภาคและเท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม คล้ายกับประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี 66/23 ถ้า คสช.ปฏิบัติได้ตามคำสั่ง จะแก้ไขปัญหาของชาติได้
“แสดงว่า คสช.วินิจฉัยโรคถูกแล้ว ส่วนการปฏิบัติยังต้องรอดู เหมือนกับที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ทำไว้ และยังไม่จบ พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) เป็นนายกฯ ต่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คิดเสนอ จนเป็นที่มาของประกาศ 66/23 ยุติสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งครั้งนั้นมีกองกำลังทหารเป็นหมื่นๆ ติดอาวุธรบกัน ตายกันทั้งสองฝ่าย บางพื้นที่ดูเสมือนเป็นอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์ไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ยังยุติได้
“ครั้งนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีช่วงปี 25202523 เคยใช้คำขวัญว่าเราไม่มีเวลาทะเลาะกัน คู่ขัดแย้งถูกควบคุม ขังอยู่ในเรือนจำ ทั้งนักศึกษา 6 ตุลา 2519 กบฏ 26 มีนา 2520 ทั้ง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ พิชัย วาศนาส่ง รวมแล้วร้อยกว่าคน แต่ละคนที่พยายามโค่นรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ถูกปล่อย ทำให้ดูว่าไม่มีจิตอาฆาต แต่หลายปีที่ผ่านมาคำว่าสมานฉันท์ มีเอาไว้พูด แต่ไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นหวังว่ารัฐบาลนี้จะทำได้เหมือน พล.อ.เกรียงศักดิ์
“ผมไม่ได้เสนอเรื่องนิรโทษกรรม ไม่เกี่ยวนะ แต่ถ้าดำเนินการทุกอย่างด้วยความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ไม่มีปัญหาหรอก ประเทศเดินหน้าไปได้ เพราะฉะนั้นเราจึงบอกว่า คสช.รู้ปัญหาแล้ว เพียงแต่ว่าจะเดินหน้าตามที่ตัวเองเข้าใจหรือเปล่า ให้กระบวนการทุกอย่างเดินไปตามหลักที่ถูกต้อง
“อย่างความจริง รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกยกเลิก ก็เล่นงานคนที่มีความผิดตามรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้แล้ว แต่เวลานี้ปรากฏว่าทำสวนกับหลักกฎหมาย ไม่ว่าจะถอดถอนใครก็ผิดทั้งนั้น เพราะคุณระบุว่าความผิดตามรัฐธรรมนูญ 2550 และถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งความผิดไม่อยู่ในปี 2557 กฎหมายลูกก็ไม่สามารถดำเนินการได้อีกแล้ว กรณีอย่างนี้ตอกย้ำว่าทุกอย่างก็มาจากอีหรอบเดิมไม่ต่างจากปี 2549”
ถามย้ำว่าควรจะล้างผิดกันหมดแล้วเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่หรือไม่ จตุพร ชี้แจงว่าไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น ต้องการให้นิรโทษกรรมประชาชนยกเว้นแกนนำ ถ้าเราให้กับประชาชนทุกฝ่ายแล้ว เหลือเฉพาะแกนนำของแต่ละฝ่ายพิสูจน์ข้อเท็จจริงเหมือนการชำระประวัติศาสตร์ไปในตัว
“ถ้าเราคิดว่าการวางรากฐานในอนาคต ถ้าคุณคิดกระทำกับประชาชนอย่างนั้น คุณต้องถูกดำเนินคดีอาญา มิฉะนั้นมันจะมีเหตุการณ์ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนไม่สิ้นสุด บทเรียนควรจะมีสำหรับคนรุ่นต่อไปทั้งสิ้น แนวคิดนี้เราปฏิเสธมาแต่ต้น แต่ว่าเห็นควรปลดปล่อยประชาชน ไม่เช่นนั้นก็จะถูกมองว่าสุดซอยอีกแล้ว ผมเห็นปัญหานี้มาแต่ต้น ต้องให้แกนนำสองฝ่ายซึ่งมีอัตราโทษเท่ากันคือประหารชีวิต ไปพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม”
‘พม่ากัมพูชา’ ฆ่ากันยังให้อภัย
จตุพร เปรียบเทียบว่าโมเดลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ นี้ คล้ายกับที่ พล.อ.เต็งเส่ง ประธานาธิบดีพม่า ทั้งที่ตอนพม่าปะทะกันแรงๆ ความขัดแย้งมีสูง อย่างพระภิกษุสงฆ์บิณฑบาต ทหารจะมาใส่บาตร พระคว่ำบาตรจริงๆ เอาฝาบาตรลง เอาก้นบาตรขึ้นข้างบนไม่รับ อารมณ์ความรู้สึกของคนถึงขนาดนั้น ต่อมาก็ปล่อยนักโทษการเมือง 3,000 กว่าคน นี่เป็นตัวอย่างที่ดี อย่าง อองซานซูจี ยิ่งมีเสรีภาพมากเท่าไหร่ ยิ่งบินออกนอกประเทศได้ไกลเท่าไหร่ ย่อมเป็นผลดีต่อรัฐบาลพม่ามากเท่านั้น เมื่อก่อนคิดว่ายิ่งกักตัวไว้ยิ่งดี
ประธาน นปช. มองว่าปัญหาความขัดแย้งของไทยแก้ไขง่ายกว่าต่างชาติที่ผ่านความสูญเสียมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นับล้านๆ ชีวิต แต่วันนี้ก็กลับสู่ระบบการเมืองปกติ สำหรับประเทศไทยขึ้นอยู่เพียงแต่ว่าจะเอาจริงเอาจังกันหรือไม่ ส่วนขั้วขัดแย้งที่มีมาเกือบ 10 ปี ไม่ว่าจะชุมนุมคัดค้านของกลุ่มไหน มันไม่ได้ต่างกันทุกเรื่องถึงขนาดน้ำกับน้ำมัน มีบางเรื่องที่หลักคิดไม่ต่างกัน บางเรื่องก็คิดต่างกันสุดขั้ว ถ้ามันบริหารความแตกต่างกันได้ก็แก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ ซึ่งไม่น่ามีปัญหา
“ผมกับพระสุเทพก็คุยกันได้ อย่างตอนคุยกันที่หอประชุมกองทัพบกก่อนยึดอำนาจ 2 นาที ตอนนั้นคุยกันระหว่าง นปช. กับ กปปส. ยังไม่มีข้อสรุป ฝั่งเราจะให้ทำประชามติปฏิรูปก่อนหรือเลือกตั้ง ฝ่ายคุณสุเทพเสนอให้จัดตั้งรัฐบาล แต่พอออกมาเห็นกำลังทหารเต็มพรึ่บ ตอนเข้าห้องน้ำร่วมกับคุณสุเทพ ก็บอกว่าที่นัดคุยต่อกันวันพรุ่งนี้คงไม่ได้คุยแล้วแหละ เพราะน่าจะจบวันนี้ถ้าดูสถานการณ์ คุณสุเทพก็บอกว่าเรา 2 คนไปคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์
“ผมก็ถามว่าจะคุยยังไง พล.อ.ประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะ และในห้องประชุมใหญ่ที่กำลังรอเราเข้าห้องน้ำ มีทั้งรัฐบาลเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ สว. กกต. แม่ทัพนายกองนั่งเต็มพรึ่บ สุเทพก็บอกเดี๋ยวผมตามได้ พอเข้าไปในห้องก็ไปสะกิด พล.อ.ประยุทธ์ แล้วก็ลุกขึ้นมายืนคุยกันที่มุมห้อง 3 คน ในห้องก็มองกันเป็นตาเดียว คุณสุเทพบอกว่าคณะเราก็ยังคุยไม่จบ จะคุยต่อพรุ่งนี้อีกวัน ทุกคนก็พยักหน้าตามนั้นแล้วแยกย้าย พอมานั่ง พล.อ.ประยุทธ์ คุยกันเรื่องอื่นใช้อารมณ์ขัน หลังจากนั้นก็ประกาศยึดอำนาจ คุณสุเทพก็ทำท่า (ยกแขนสองข้างผงะ) บอกไม่ทัน หลังจากนั้นผมถูกคลุมหัวนำตัวออกไป
“ตอนนั้นไม่มีการโกรธถึงขั้นจะต้องห้ำหั่น ประหัตประหาร คุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ยังแปลกใจ ทำไมผมกับพระสุเทพยังคุยกันได้ นั่งอยู่คนละฝั่ง แต่นำเสนอแบบไม่ขัดแย้งกัน สังคมมีความต่าง แต่ไม่ต้องประหัตประหาร หรือเจอกันไม่พูดคุยกัน คุณเชื่อของคุณ ผมก็เชื่อของผม แต่ผมกับคุณก็ไม่จำเป็นต้องโกรธกัน ทะเลาะกันหรือทำร้ายกัน แลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกกับคณะผู้ยึดอำนาจว่า ไม่มีอะไรที่คนไทยจะคุยกันไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่จะอยู่บนพื้นฐานความแตกต่างกันได้อย่างไรไม่ให้แตกแยก ตรงนี้ที่ต้องคิดกติการูปแบบปฏิรูปประเทศไทย”
จตุพร กล่าวทิ้งท้ายว่า เมืองไทยมีอะไรน่ารักในตัว ก่อนหน้านั้นมองพระสุเทพ มองไปก็ขำไป เมื่อก่อนตัวเขานำการชุมนุมก็ต้องทำแบบนี้ แต่พอวันหนึ่งคนที่เคยทำหน้าที่ปราบปรามเราก็ต้องมาทำหน้าที่อย่างที่เราเคยทำ คือมองแล้วไม่ได้รู้สึกกระทบกระเทือนอะไร พอวันหนึ่งแต่ละฝ่ายจะได้ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างไร
“ผมก็มองความต่างไม่ได้เป็นปัญหา หากพระสุเทพสึกออกมาเจอกันก็คุยกัน ไม่เห็นมีปัญหาอะไร เราไม่ได้ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ใดๆ ที่เป็นเรื่องส่วนตัว ดังนั้นเจอก็คุยกันได้ และไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกัน แต่ท่ามกลางความเห็นแตกต่างเราสามารถพูดคุยได้ ไม่จำเป็นต้องทะเลาะ ทำร้ายกัน”







