
มูลนิธิสืบตัดสินใจย้ายที่ทำการ
มูลนิธิสืบตัดสินใจย้ายที่ทำการไปอยู่ย่านแคลาย ให้กรมการแพทย์แผนไทยทุบตึกทิ้งทำที่จอดรถ
มูลนิธิสืบตัดสินใจย้ายที่ทำการไปอยู่ย่านแคลาย ให้กรมการแพทย์แผนไทยทุบตึกทิ้งทำที่จอดรถ
นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เปิดเผยว่า หลังจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้เรียกตัวแทนของมูลนิธิสืบฯเข้าไปรับทราบว่า ทางกรมการแพทย์แผนไทย ได้รับงบประมาณสำหรับสร้างอาคารจอดรถแล้วในปี 2558 จำเป็นจะต้องทุบทิ้งตึกสำนักงานที่ ทางมูลนิธิฯเช่ารายปีทำเป็นสำนักงานในขณะนี้ทิ้ง แต่หากมูลนิธิฯยังประสงค์จะอยู่ต่อจะกันพื้นที่บนดาดฟ้าอาคารเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางเมตร ไว้ให้เช่าทำสำนักงานต่อ แต่คงต้องแบ่งพื้นที่กับหน่วยงานอื่นๆ คือ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ของ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ และสำนักงานมูลนิธิปราบปรามการทุจริตคอรัปชัน
"ทางมูลนิธิสืบฯ ได้ข้อสรุปว่า คงต้องย้ายออกจากตึกสำนักงานเดิม ที่ อาคาร 4 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยศเส ถ.บำรุงเมือง คลองมหานาค เขต ป้อมปราบศัตรูพ่าย ซึ่งปัจจุบัน กรมการแพทย์แผนไทยฯเป็นผู้ดูแลอยู่ และให้มูลนิธิเช่าเดือนละหมื่นกว่าบาท เป็นเวลา 14 ปีแล้ว ทั้งนี้ กรรมการมูลนิธิฯเห็นว่า มูลนิธิฯควรมีที่ทำงานเป็นของตัวเอง จึงมีมติให้สามารถถอนเงินจากกองทุนมูลนิธิสืบฯที่มีอยู่ 20 ล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้ เป็นเงินดั้งเดิมในกองทุนจัดตั้งของมูลนิธิที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาธินัดดามาตุ พระราชทานไว้ให้พร้อมกับการบริจาคของประชาชนเมื่อแรกตั้งมูลนิธิฯ เดิมทีจะไม่อนุญาตให้ถอนออกมาใช้ แต่ให้ฝากธนาคารเอาดอกผลออกมาสำหรับทำกิจกรรมได้"นายศศิน กล่าว
นายศศินกล่าวว่า ทางกรรมการฯและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯได้ช่วยกันออกตระเวนหาที่อยู่ใหม่และ มีมติให้ซื้ออาคารพาณิชย์ 4 ชั้น พร้อมที่ดินบริเวณแคลาย ราคาประมาณ 7 ล้านบาท แต่คงต้องปรับปรุงซ่อมแซมมากพอสมควร คาดว่าน่าจะย้ายเข้าไปอยู่ได้ประมาณกลางปีหน้า และหลังจากนี้เราคงต้องวางแผนบริหารจัดการเรื่องการหารายได้เข้ามูลนิธิมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราอยากให้มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เป็นองค์กรที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง เป็นที่ทำงานที่มีมาตรฐานของนักสิ่งแวดล้อม ให้เจ้าหน้าที่มีความอุ่นใจ และรู้สึกถึงความมั่นคง ว่าการได้ทำงานในองค์กรนี้ นอกจากได้ทำงานในฐานะนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ได้ทำงานรับใช้สังคมแล้ว สามารถฝากอนาคตการทำงานกับองค์กรนี้ได้ด้วย
"เวลานี้มีเจ้าหน้าที่ทำงานทั้งในสำนักงานและในสนามจำนวน 29 คน มูลนิธิต้องจ่ายเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่เดือนละประมาณ 5 แสนบาท คนที่ทำงานนานที่สุดเกือบ 20 ปี ได้รับเงินเดือนแค่ 2 หมื่นกว่าบาท เท่านั้น บางคน คือ อ.รตยา จันทรเทียน ประธานมูลนิธิฯทำงานไม่เคยรับเงินเดือน และยังต้องเอาเงินส่วนตัวมาจุนเจือเมื่อมูลนิธิฯทำกิจกรรมด้วยแต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในมูลนิธิฯเวลานี้ เราไม่รับเงินบริจาค หรือโครงการใดๆจากต่างประเทศมานับสิบปีแล้ว มีแต่โครงการจากแหล่งทุนในประเทศ คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัท ปตท. และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้มูลนิธิฯทำงานองค์กรละ 1 ล้านบาท ต่อปี แต่เงินทุกบาททุกสตางค์ไปลงกับการทำงานในชุมชนทั้งหมด มีเงินบริจาคและขายของที่ระลึกเข้ามาปีละประมาณ 1 ล้านบาท ได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝากประจำปีละ 3-4 แสนบาท"นายศศิน กล่าว







