
อัยการสั่งตำรวจสอบเพิ่ม2พม่าคดีเกาะเต่า
สุราษฎร์ธานี-อัยการสั่งให้ตำรวจสอบประเด็นเพิ่ม 2 ผู้ต้องหาชาวพม่าคดีฆ่าชาวอังกฤษที่เกาะเต่า
สุราษฎร์ธานี-อัยการสั่งให้ตำรวจสอบประเด็นเพิ่ม 2 ผู้ต้องหาชาวพม่าคดีฆ่าชาวอังกฤษที่เกาะเต่า
เมื่อวันที่ 10 ต.ค. นายธวัชชัย เสียงแจ้ว อธิบดีอัยการภาค 8 ในฐานะหัวหน้าคณะอัยการพิจารณาสำนวน กล่าวว่า การตรวจสอบสำนวนคดีนายวิน หรือเวพิว และนายซอ หรือซอริน หรือโซเรน แรงงานต่างด้าว ผู้ต้องหาร่วมก่อเหตุข่มขืนฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่ริมชายหาดด้านปลายแหลม จปร.หาดทรายรี หมู่ 2 ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมาพบว่าการสอบสวนยังไม่ครบถ้วน จึงแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมและให้รายงานส่งกลับมาให้อัยการภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันที่ไปแจ้งไปเมื่อวันที่ 9 ต.ค.57 ซึ่งในสำนวนยังไม่ครบในบางประเด็น ไม่ได้เป็นการตีกลับสำนวนไปทั้งหมด
“หากพนักงานสอบสวนสอบประเด็นเพิ่มเติมรายงานกลับมาไม่ทันครบกำหนดฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 2 คนพลัดแรกในวันที่ 15 ต.ค.นี้ ก็จะฝากขังต่อไปก่อน ซึ่งอัยการจะดำเนินการพิจารณาโดยเร็วเมื่อสำนวนเรียบร้อยจึงจะส่งฟ้องต่อศาลต่อไป ” นายธวัชชัย กล่าว
นายธวัชชัย กล่าวอีกว่า มีกระแสข่าวผู้ต้องหาจะกลับคำให้การจะเป็นอย่างไร พนักงานอัยการได้พิจารณาจากพยานหลักฐานเป็นหลัก ซึ่งการกลับคำรับสารภาพจะไม่มีผลต่อการสั่งคดี
ด้าน พ.ต.อ.ประชุม เรืองทอง ผกก.สภ.เกาะพงัน กล่าวว่า กรณีสื่อต่างประเทศเสนอข่าวตำรวจไทยซ้อม 2 ผู้ต้องหาชาวพม่านั้นไม่ทราบข่าวนี้แต่การสอบสวนผู้ต้องหาของตำรวจได้ทำตามกระบวนการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมายโดยได้นำตัวไปตรวจร่างกายที่เกาะเต่า การแพทย์มีใบรับรองแพทย์ก่อนนำตัวไปส่งฝากขังด้วย กรณีที่ผู้ต้องหาให้การกลับคำสารภาพนั้น ตามกระบวนการสอบสวนของตำรวจไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าผู้ต้องหาจะรับหรือไม่รับสารภาพ และการรับสารภาพนั้นเป็นการสอดคล้องข้อเท็จจริงและบรรเทาโทษในชั้นศาลให้กับผู้ต้องหา
“การจับกุมผู้ต้องหาได้จับตามการสืบสวนสอบสวนของพยานหลักฐานโดยไม่คำนึงว่าผู้ต้องหาจะรับสารภาพหรือไม่ เพราะผู้ต้องหาสามารถให้การอย่างไรก็ได้จะให้การปฎิเสธก็ได้ หรือให้การเท็จก็ได้ เพราะเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ต้องหา ฉะนั้นการที่ผู้ต้องหาจะรับหรือให้การปฎิเสธจะไม่มีผลต่อการรวบรวมพยานหลักฐานส่งฟ้องให้อัยการหรือศาลในการพิจารณาในขั้นสอบสวน” พ.ต.อ.ประชุม กล่าว
พ.ต.อ.ประชุม กล่าวว่า เรื่องข่าวที่อัยการได้ตีสำนวนกลับนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับอัยการอยู่ตลอด ส่วนสำนวนได้ส่งให้อัยการตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา และอยู่ตามขั้นตอนทุกอย่าง อย่างไรก็ตามในการทำคดีเป็นคดีใหญ่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำงานอย่างหนักภายใต้ข้อมูลข้อเท็จจริงตามหลักกฎหมายโดยคำนึงว่าคดีนี้เป็นคดีใหญ่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงไม่ได้
พ.ต.อ.ประชุม กล่าวอีกว่า ผู้บังคับบัญชากำชับมาก เพราะเชื่อว่าคดีเป็นที่จับตามองของสังคมไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ รวมทั้งโลกออนไลน์ต่างๆ ทางตำรวจจะต้องตอบสังคมทุกส่วนให้ได้ว่าการสอบสวนถูกต้องและชัดเจน อยากให้ทุกฝ่ายรอคำพิจารณาของศาล เพราะอยากให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่บ้าง







