posttoday
กางแผนพัฒนา ศก.สิงคโปร์ถอดแบบสู่"ฮับการค้าไทย"

กางแผนพัฒนา ศก.สิงคโปร์ถอดแบบสู่"ฮับการค้าไทย"

10 ตุลาคม 2557

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษชูยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทย

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษชูยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ว่าจะสร้างไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าของชาติสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และเป็นชาติการค้า หรือ Trading Nation ที่เป็นศูนย์กลางพาณิชย์โลก (ฮับ)ในงาน บางกอกโพสต์ ฟอรั่ม 2014 เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ยังความสงสัยไม่น้อยว่า ชาติการค้าคืออะไร?

คำว่า “ชาติการค้า” นั้นไม่ใช่คำใหม่แต่อย่างใด แต่หมายถึงประเทศที่มีการค้าระหว่างประเทศเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลายเมืองทีเดียวที่ชูการค้าเป็นตัวพัฒนาเศรษฐกิจ อาทิ ฮ่องกง ดูไบ แต่คงไม่มีประเทศไหนที่สามารถพัฒนาความเป็นชาติการค้าได้ดีกว่าสิงคโปร์อีกแล้ว

สิงคโปร์นับเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้การค้าระหว่างประเทศเป็นเสาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยในปัจจุบัน สิงคโปร์ สามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นชาติการค้าได้อย่างภาคภูมิและกลายเป็นฮับการค้าที่สำคัญของโลกในหลายมิติ อาทิ ฮับทางด้านการเงินการค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงาน และยังมีแนวโน้มว่าสิงคโปร์จะกลายเป็นฮับการค้าทองคำระดับโลกในอนาคตอีกด้วย

ถึงแม้ว่าสิงคโปร์จะประสบความสำเร็จอย่างงดงามในปัจจุบัน แต่สิงคโปร์กลับเริ่มต้นหน้าประวัติศาสตร์ด้วยความยากลำบาก เนื่องจากประเทศเกาะแห่งนี้แทบไม่มีทรัพยากรอะไรเลย แม้แต่น้ำจืดเพื่อการบริโภคก็ยังต้องนำเข้าจากมาเลเซีย

กระนั้น เมืองลอดช่องก็นับว่ายังมีข้อได้เปรียบด้านกายภาพ ตรงที่ตั้งที่เป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ คือตั้งอยู่บน ช่องแคบมะละกา อันเป็นประตูเชื่อมต่อการค้าระหว่างซีกโลกตะวันตกกับตะวันออก ซึ่งข้อมูลจัดทำร่วมกันระหว่างกรมการขนส่งทางน้ำของมาเลเซีย (สเตรทเรป) กับศูนย์พาณิชย์นาวีญี่ปุ่น(เอ็นเอ็มซี) ระบุว่ามีเรือสินค้าผ่านเส้นทางดังกล่าวถึง 77,973 ครั้งในปี 2013 เลยทีเดียว

สิงคโปร์ได้อาศัยจุดแข็งดังกล่าวในการพัฒนาประเทศฮับด้านการค้า โดยเริ่มต้นการพัฒนาอย่างจริงจัง ภายใต้ชื่อโครงการ “โกลบอล เทรดเดอร์ โปรแกรม (จีทีพี)” ในปี 2010 โดยรัฐบาลได้เปลี่ยนให้เมืองลอดช่องกลายเป็นประเทศที่มีมนต์เสน่ห์ในการดึงดูดการลงทุน ด้วยการจัดการลดภาษีประกอบการลงเหลือเพียง 10% เท่านั้นสำหรับบริษัททางการค้า ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำทีเดียวเมื่อเทียบกับชาติอื่น

กรณีดังกล่าวส่งผลให้มีธุรกิจข้ามชาติหลายเจ้าให้ความสนใจในการเข้ามาตั้งใช้สิงคโปร์เป็นศูนย์ในการกระจายสินค้าของตนเองอย่างรวดเร็ว ทำให้มูลค่าการค้าขายระหว่างประเทศของสิงคโปร์ในปี 2001 อันเป็นปีที่รัฐบาลสิงคโปร์ออกโครงการจีทีพีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 ล้านล้านบาท)

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านท่าเรือและท่าอากาศยาน โดยสิงคโปร์ได้สร้างท่าเรือที่ไม่เก็บภาษีศุลกากร และในปี 2010 ยังสร้างระบบเก็บสินค้าที่มีความปลอดภัยสูงเพื่อให้เช่าอีกด้วย ขณะเดียวกันยังพัฒนา “สนามบินชางงี” ซึ่งติดอันดับสนามบินที่ดีที่สุดของโลกติดต่อกันหลายปี จนสิงคโปร์ถือเป็นฮับการบินที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศเกาะแห่งนี้ยังเน้นในประเด็นความโปร่งใสในการดำเนินการของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง โดยดัชนีชี้วัดการทุจริตขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติจัดอันดับให้สิงคโปร์อยู่ในอันดับ 5 จากทั้งหมด 177 ประเทศ และมีคะแนนความโปร่งใสถึง 86 จุดจากคะแนนเต็ม 100

และท้ายที่สุด สิงคโปร์จัดการปรับกฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศ และปรับปรุงระบบกฎหมายให้มีความเป็นสากล โดยอาศัยพื้นฐานโครงสร้างกฎหมายแบบอังกฤษที่เป็นมรดกตกทอดสมัยเป็นอาณานิคมของเมืองผู้ดีอีกด้วย

ทั้งนี้ ด้วยจุดแข็งทางด้านการดึงดูดการลงทุน รัฐบาลมีความโปร่งใส และมีหลักกฎหมายที่เป็นสากล ส่งผลให้ประเทศเกาะที่ไม่มีทรัพยากรแห่งนี้เติบโตขึ้นมาอย่างโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางการค้าระดับโลก

ในปัจจุบัน เมืองลอดช่องกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าหลายชนิด โดยมีสัดส่วนการค้าขาย “น้ำมันดิบ” คิดเป็นสัดส่วนถึง 15% ของการค้าขายน้ำมันทั่วทั้งโลก ซึ่งทำให้สิงคโปร์เป็นแหล่งค้าน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และยังมีสัดส่วนการค้า “สินค้าเกษตร” คิดเป็น 20% อีกด้วย

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเป็น “ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ” โดยการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างต่อวันมีมูลค่าสูงถึง 3.83 แสนล้านเหรียญสหรัฐในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าสูงขึ้นถึง 44% จากในเดือนเดียวกันของปี 2010 และแซงหน้าสัดส่วนการแลกเปลี่ยนเงินตราในญี่ปุ่นไปแล้ว

สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจของแดนด้ามขวานในปัจจุบันพึ่งพาการรับจ้างผลิตเพื่อส่งออก โดยภาคการผลิตของไทยคิดเป็นสัดส่วนราว 39.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันต้นทุนการผลิตสินค้าของไทยสูงขึ้นจากหลายปัจจัย อาทิ การออกกฎหมายปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เป็นต้น ส่งผลให้สินค้าส่งออกของไทยสูญเสียศักยภาพของการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

ดังนั้น ในปัจจุบันไทยไม่อาจพึ่งพา“ภาคการผลิต” เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอดในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งหนึ่งในหนทางพัฒนาเศรษฐกิจที่ว่าก็คือ การพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางการค้าระดับโลก

ทั้งนี้ แม้ก่อนหน้านี้ไทยและประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ จะประสบความสำเร็จในการใช้ยุทธศาสตร์รับจ้างผลิตเพื่อส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจ

ทว่า อันที่จริงแล้ว กระบวนการผลิตซึ่งเป็นขั้นตอนกลางน้ำกลับไม่ใช่ขั้นตอนที่สร้างรายได้มากที่สุด หากแต่เป็นขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาและการขาย อันเป็นขั้นตอนต้นและขั้นตอนปลายต่างหากที่เป็นผู้รับผลตอบแทนที่แท้จริง

ฉะนั้นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป และโดยเฉพาะเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ จากเน้นภาคการผลิตหันไปเป็นประเทศที่เน้นการค้าเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท