posttoday
โยนคลังรับเคสผ่าตัด"สหกรณ์-เครดิตยูเนี่ยน"

โยนคลังรับเคสผ่าตัด"สหกรณ์-เครดิตยูเนี่ยน"

09 ตุลาคม 2557

แม้ว่าแนวความคิดที่จะโอนสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังไม่ใช่เรื่องใหม่

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

แม้ว่าแนวความคิดที่จะโอนสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีการผลักดันมาตั้งแต่ปี 2550 ในสมัยยุค “รัฐบาลขิงแก่” ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมี ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในสมัยนั้น เป็นผู้ริเริ่มและผลักดันการปฏิรูปสหกรณ์อย่างจริงจัง

ในช่วงนั้นได้มีการเสนอให้มีการจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระขึ้นมากำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ คล้ายๆ กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่จากเดิมเป็นกรมการประกันภัย สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ยกระดับเป็นองค์กรอิสระที่สังกัดกระทรวงการคลัง แต่ในที่สุดเรื่องนี้ก็เงียบหายไป

ล่าสุด เมื่อเกิดปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น อดีตผู้บริหารฉ้อโกงเงินกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ระเบิดขึ้น ถือว่ากลายเป็นตัวจุดชนวนสำคัญที่ทำให้มีการหยิบเอาเรื่อง “การปฏิรูปสหกรณ์” ที่จะดึงสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนกลับไป ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังที่ถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ ใน “รัฐบาลชั่วคราวยุค คสช.”

ประเด็นปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่ฐานะวิกฤตจ่อเข้าขั้นล้มละลาย และหากปล่อยไว้จะทำให้ระบบสหกรณ์ทั้งหมดมีปัญหาระส่ำระสายลุกลามเป็นลูกโซ่ ดังนั้นต้องยืมมือกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาช่วยสะสางปัญหา และอัดฉีดเงินเพื่อเข้าไปฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จึงเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้กระทรวงการคลังเข้ามาช่วยจัดการได้อย่างเต็มตัว

ประเด็นสำคัญที่จะต้องหันมากำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เนื่องจากสหกรณ์ทั้งสองประเภทดังกล่าวดำเนินธุรกิจคล้ายกับสถาบันการเงิน คือ รับฝากเงินและการปล่อยสินเชื่อ โดยปัจจุบันมีปริมาณเงินหมุนเวียนกว่าเกือบ 2 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ ปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์มีประมาณ 1,487 แห่ง มีสมาชิกรวมประมาณ 2.7 ล้านคน ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการออมเงิน และการปล่อยสินเชื่อรวมประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 10% ของยอดหนี้ครัวเรือนทั้งหมด 10 ล้านล้านบาท โดยวัตถุประสงค์การกู้เงินอันดับแรก คือ กู้เพื่อนำไปชำระหนี้ 2.83 แสนล้านบาท 2.นำไปใช้สอยส่วนตัว 2.35 แสนล้านบาท 3.ซื้อบ้านและปรับปรุงที่อยู่อาศัย 1.3 แสนล้านบาท

ด้านสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมีจำนวน 1,228 แห่ง มีจำนวนสมาชิกประมาณ 1.3 ล้านคนมีสินทรัพย์ 5.6 หมื่นล้านบาท ลูกหนี้เงินกู้ 3.6 หมื่นล้านบาท และเงินรับฝาก 3.32 หมื่นล้านบาท ทุนเรือนหุ้น 2.49 หมื่นล้านบาท

อีกทั้งโครงสร้างการกำกับดูแลสหกรณ์อยู่ภายใต้ 3 หน่วยงาน คือ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมตรวจสอบสหกรณ์ และสำนักงานทะเบียนสหกรณ์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แต่ทั้งหมดไม่ใช่หน้าที่หลักของกระทรวงเกษตรฯ และไม่มีความรู้ความชำนาญด้านการเงิน ทำให้การพัฒนาสหกรณ์ออมทรัพย์ไม่เติบโตเท่าที่ควร ซึ่งไม่เหมือนในหลายประเทศที่สหกรณ์ออมทรัพย์สังกัดกระทรวงการคลัง หรือธนาคารกลาง จึงทำให้มีการพัฒนาให้มีศักยภาพเทียบเท่ากับสถาบันการเงินและสหกรณ์บางแห่งก็ใหญ่กว่าธนาคารพาณิชย์

ทั้งนี้ หากสหกรณ์อยู่ภายใต้การกำกับกระทรวงการคลังมีโอกาสจะผลักดันให้สหกรณ์ออมทรัพย์เป็นไมโครไฟแนนซ์ ซึ่งจะเป็นสถาบันการเงินสำหรับกับรากหญ้า รวมทั้งการช่วยลดปัญหาหนี้นอกระบบได้ เนื่องจากหลักเกณฑ์ของสหกรณ์จะต้องมีการช่วยเหลือสมาชิกกันเองโดยไม่แสวงหากำไรมากนัก และเมื่อมีกำไรจะต้องปันผลคืนให้สมาชิก รวมทั้งมีการกำหนดเงื่อนไขการให้เงินกู้ไม่เกินตัว โดยสมาชิกที่จะกู้เงินได้จะต้องมีการฝากเงินกับสหกรณ์ไว้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาระบบสหกรณ์มีปัญหาหนี้เสียน้อยมาก (กรณีไม่ใช่ผู้บริหารมีเจตนาโกง) โดย ณ สิ้นปี 2556 มีเอ็นพีแอลประมาณ 2.21% ของสินเชื่อทั้งหมด

มุมมอง กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรฯ ประสานเสียงที่จะโอนสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมาอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เพราะขณะนี้สหกรณ์ทั้งสองประเภทดังกล่าว มีสินทรัพย์ มีฐานลูกค้า และวงเงินในสหกรณ์จำนวนมาก ขณะที่ควรเพิ่มมาตรการในการกำกับดูแลความเสี่ยงต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานของสหกรณ์มีความยั่งยืนมากขึ้น

กฤษฎา กล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์มีขนาดและฐานสมาชิกอยู่จำนวนมาก ทำหน้าที่ในการรับฝากเงินและปล่อยสินเชื่อ ซึ่งหลายแห่งก็มีมาตรฐานในการดูแลความเสี่ยงที่ดี แต่หลายแห่งก็มีปัญหาในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้บริหารที่มีลักษณะของการฉ้อโกงเงินสมาชิก หรือนำเงินไปปล่อยสินเชื่อที่ผิดปกติ ดังนั้นการกำหนดมาตรฐานการกำกับดูแล กำหนดคุณสมบัติผู้บริหาร การกำหนดระดับการเงินกองทุนทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง การดำรงสภาพคล่อง รวมถึงการลงโทษ ควรที่จะเป็นไปตามมาตรฐาน

สำหรับหน่วยงานหลักที่จะทำหน้าที่ในการดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ คือ กรมบัญชีกลาง เพราะกรมบัญชีกลางจะมีคลังจังหวัดอยู่ทุกพื้นที่ ซึ่งคลังจังหวัดจะมีความเชี่ยวชาญด้านการบัญชี และสามารถเพิ่มมาตรฐานความเสี่ยงในการทำธุรกิจ เพื่อให้คลังจังหวัดทำหน้าที่ในการดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนได้

ด้าน เฉลิมพล ดุลสัมพันธ์ ประธานชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) แสดงความคิดเห็นที่จะสนับสนุนการโอนย้ายสหกรณ์ออมทรัพย์ไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจการพัฒนาระบบการเงินมากกว่า และสามารถที่จะเพิ่มศักยภาพของสหกรณ์ไทยให้มีความเข้มแข็ง และยกระดับเป็นธนาคารสหกรณ์ได้ รวมทั้งสามารถที่จะเข้าถึงประชาชนได้ใกล้ชิด อย่างไรก็ดีภาครัฐควรจะเปิดโอกาสให้สหกรณ์ต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็น เพื่อให้ได้มุมมองครอบคลุมมากขึ้น

ท้ายที่สุด เมื่อกระทรวงการคลังและกระทรวงเกษตรฯ เห็นพร้อมต้องกัน เห็นประโยชน์ในการผ่าตัดใหญ่สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ถือว่าเป็นสถาบันการเงินหนึ่งที่สำคัญ เป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจและประชาชนแล้ว การผลัดกันเข้าสู่อ้อมอกกระทรวงการคลัง ภายใต้รัฐบาลยุค คสช.ก็สำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว แต่ผ่าตัดแล้วจะฟิตแอนด์เฟิร์มแค่ไหนก็รอดูฝีมือรัฐบาลชุดนี้ อย่าปล่อยให้เสียเปล่า

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด