
สื่อบันเทิงกับกฎหมายไทย
ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัวแล้ว ระบบมือถือและแท็บเล็ต 3G บวกกับทีวีดิจิทัล ที่คนเมืองใช้งานกันก็เป็นส่วนหนึ่งของยุค นอกจากนั้นดิจิทัลยังเข้าไปเปลี่ยนแปลงโรงหนังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้อย่างมากด้วย
ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัวแล้ว ระบบมือถือและแท็บเล็ต 3G บวกกับทีวีดิจิทัล ที่คนเมืองใช้งานกันก็เป็นส่วนหนึ่งของยุค นอกจากนั้นดิจิทัลยังเข้าไปเปลี่ยนแปลงโรงหนังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้อย่างมากด้วย
ก้านกล้วยเป็นหนังแอนิเมชั่นดิจิทัลเรื่องแรกของไทยที่เข้าสู่โรงฉายอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2549 จากนั้นเราก็มีโรงหนัง 3 มิติ ตามมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากจะตระการตาขึ้น มีลูกเล่นมากขึ้นแล้ว ยังพบอีกว่า ช่วยป้องกันการก๊อบปี้ แอบถ่ายไปฉายแบบละเมิดลิขสิทธิ์ได้ดีกว่าหลายวิธี
เพียงแต่การถ่ายทำก็ย่อมแพงตามไปอีก และหนังที่ดูจะเหมาะกับระบบ 3D ก็มักจะเกี่ยวกับแอ็กชั่น ฉากใหญ่ ไล่ล่า ตระการตา ไม่ใช่หนังจุ๋มจิ๋ม ดูแล้วอมยิ้มอารมณ์ดีเฉยๆ
คนชั้นกลางในไทยเติบโตขึ้นมาก ทั้งพลังทรัพย์สินและปริมาณสมาชิกซึ่งอยู่อาศัยกระจายทั่วไปตามหัวเมืองขนาดใหญ่ทั้งหลาย ทั้งเมืองท่าเก่าและเมืองบริวารใหม่ แน่นอนตามย่านต่างๆ ของเมืองหลวงด้วย
พูดให้ง่ายเข้า ก็คือ เมืองที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำเข้าไปลงทุนเปิดห้างกันนั่นเอง สิ่งที่ห้างสรรพสินค้ายุคใหม่มักมีมาด้วยเสมอคือ โรงหนัง...เพราะเป็นคอนเทนต์ที่เปลี่ยนแปลงได้บ่อยกว่าพวกแฟชั่นเสื้อผ้า รองเท้า เมนูอาหาร หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนบ่อยกว่าหนังสือและแมกกาซีน ด้วยป้ายโฆษณาใหญ่กว่า และเทรลเลอร์หนังสั้นๆ ที่มีพลังกว่า ซึ่งว่ากันว่ายุคดิจิทัลกำลังท้าทายความรุ่งเรือง หรือแม้แต่ความอยู่รอดของยุคหนังสือด้วยซ้ำไป
อุตสาหกรรมสื่อ เนื้อหา หรือ Content Industry ซึ่งครอบคลุมทั้งแอนิเมชั่น หนัง และโรงหนัง ฟรีทีวี เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม เกมการเล่นต่างๆ ทั้งตู้เกมและเกมออนไลน์ ตลอดถึงเพลงและมิวสิควิดีโอ คาราโอเกะ จึงได้รับพื้นที่ให้แสดงตนอย่างไม่เคยมีมาก่อน
สมัยก่อนใครบอกว่าได้ออกทีวี...คนจะอ้าปากด้วยความทึ่ง เพราะช่องทางออกมีน้อยมาก...คนสงสัยอยากถามเหลือเกินว่า...ไปทำยังไงถึงได้ออกทีวี
เดี๋ยวนี้ ถ้ามีคนบอกว่าได้ออกทีวี...คนจะถามว่าทีวีช่องไหนทางไหน เพราะมีให้ค้นหาจนตาลาย
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จึงได้รับพื้นที่เปิดบนดิจิทัลอย่างกว้างขวางยิ่ง...ขนาดที่ทำให้นักคิด นักออกแบบ คนเขียนบท โปรดิวเซอร์ นักถ่ายทำ ถูกจองถูกแย่งตัวกันพัลวันอย่างไม่เคยมีมาก่อน
เฉพาะทีวี (ในที่นี้จะเรียกว่าจอกลาง) ดิจิทัล 24 สถานีใหม่ ซึ่งมีทั้งแบบ HD variety แบบ SD variety ประเภท Kids & Family และสถานีข่าว ได้ทำให้เกิดการแย่งคนทำรายการป้อนกันจ้าละหวั่น อีกทั้งยังมี 6 สถานีฟรีทีวีอะนาล็อกเดิม กับทีวีดาวเทียมและเคเบิลนับร้อยๆ สถานีอีก ส่วนโรงหนังในไทยเวลานี้มีถึง 800 โรงทั่วประเทศ (ในนี้จะเรียกว่าจอใหญ่) ส่วนสมาร์ทโฟนบวกแท็บเล็ตอีกนับล้านเครื่อง (ในที่นี้จะเรียกว่าจอเล็ก) ที่เข้าถึงระบบ 3G 4G ได้นั้น จำนวนการใช้งานก็ทะยานพุ่งในอัตราที่โลกยังต้องแปลกใจ
สถิติคนไทยดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นลงจอเล็ก ในปี 2011 สูงขึ้นกว่าปี 2010 มีถึง 351% สูงกว่ารัสเซีย ซึ่งโต 340% และสูงกว่าไต้หวัน ซึ่งโตขึ้น 325%
คนไทยแม้ยังขาดไร้ความเข้มแข็งทางภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังทันสมัย ทันยุคดิจิทัล อย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างไรก็ตาม จอทั้งสามขนาดของไทยยังมีผู้กำกับดูแลทางกฎหมายและทางปฏิบัติต่างกัน และแน่นอนย่อมต่างมาตรฐาน ต่างวิธีกัน จอใหญ่เข้าโรงฉายหรือจะลงแผ่น DVD นั้น ต้องผ่านให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ตามกฎหมายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ก่อน จอกลางออกอากาศได้เลย เพราะ กสทช.ให้สถานีทั้งหลายควบคุมกลั่นกรองเนื้อหาของตัวเอง ส่วนจอเล็กให้ถือว่าทุกคนรับผิดชอบตัวเอง แม้อาจมีการไล่ตามไปปิดกั้นได้ถ้ากระทรวงไอซีทีเห็นจำเป็น ดังนั้นหนังเรื่องเดียวกันแท้ๆ ออกฉายช่องทางต่างกัน ก็ถูกกำกับด้วยกฎกติกาต่างกันจนงง
ที่จริงน่าจะลองทำกฎหมายเหมือนการพิมพ์แหละครับ นี่ก็ผลิตคอนเทนต์เหมือนกัน ไม่ต้องขออนุญาตเขียน ไม่ต้องขออนุญาตพิมพ์ ไม่ต้องขออนุญาตขาย แต่ถ้าพิมพ์แล้ว กฎหมายจดแจ้งการพิมพ์ 2550 กำหนดให้ผู้พิมพ์ส่งสิ่งพิมพ์นั้นๆ จำนวน 2 ฉบับไปให้หอสมุดแห่งชาติใน 30 วัน นับแต่เผยแพร่
ไหนๆ ยุคปฏิรูปก็มาถึงแล้ว...การปฏิรูปเรื่องสื่อสารมวลชน ปฏิรูปเรื่องกระบวนการเรียนรู้ของสังคม ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการพัฒนาวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของชาติ กีฬา สื่อบันเทิง อันมีผลต่อพฤติกรรมของสังคม ส่งผลต่อวัฒนธรรมทางการเมืองอันเหมาะสมต่อระบอบประชาธิปไตย การสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ ปลุกสำนึกคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมล้วนเป็นสิ่งที่ต้องใช้ “สื่อ” โดยเฉพาะ “สื่อบันเทิง” ช่วยสร้างทั้งนั้น ถือโอกาสสังคายนาความหลากมาตรฐานของการทำสื่อเสียทีดีไหม ถ้าจะผิดก็ผิดที่เนื้อหาไม่ใช่ผิดเพราะขัดขั้นตอนของกฎหมาย
มูลค่าการบริโภคคอนเทนต์ของคนไทยสูงขึ้นทุกปี เฉพาะงานเก็บข้อมูลของสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ เมื่อปี 2012 ปีเดียว พบว่า อุตสาหกรรมนี้ (ยังไม่รวมสื่อโทรทัศน์วิทยุ) ก็มีมูลค่า 7.7 หมื่นล้านบาท/ปี มีผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ 1.9 แสนคน นี่ขนาดว่าถูกละเมิดลิขสิทธิ์กันดุเดือดแล้ว มิฉะนั้นมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้จะมากขึ้นอีกถึง 3 เท่า คือถึง 2 แสนล้านบาทเลยทีเดียว







