
พรบ.ยาทำลายสุขภาพไทย?
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
เราต่างตกอยู่ในสภาพไร้อำนาจต่อรอง หากฟากฝั่งนโยบาย “เลือก” แล้วว่าเป็นสิ่งที่ดี แม้สาระสำคัญจะเลวร้ายเพียงใด ก็ย่อมต้อง “ดี” วันยังค่ำ
ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากสำนักงานกฤษฎีกาไปแล้วเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น เดิมทีจะเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทันที
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดข้อท้วงติงและแรงต้านอย่างรุนแรงจากนักวิชาการ เภสัชกร และสภาวิชาชีพเภสัชกรรม ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการ อย. ตัดสินใจขยายเวลาออกไปอีก 30 วัน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ก่อนจะยืนยันร่างต่อสำนักงานกฤษฎีกาอีกครั้ง
ขณะที่ กลุ่มเภสัชกรต่อต้าน พ.ร.บ.ยาทั่วประเทศ นัดยื่นหนังสือคัดค้านที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) วันนี้
ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับนี้ ถูกตั้งคำถามใน 2 ประเด็น ได้แก่ การ “เปลี่ยนนิยาม” ยาอันตรายใหม่ โดยเปิดช่องให้ “ผู้ประกอบวิชาชีพ” ซึ่งหมายถึง แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ กายภาพบำบัด แพทย์แผนไทย หรือผู้ประกอบโรคศิลปะ มีอำนาจในการจ่าย “ยาอันตราย” ได้ทั้งหมด
ปัญหาคือเมื่อบุคลากรที่ไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสามารถจ่ายยาได้ ประชาชนก็มีโอกาสได้รับยาไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องกับโรค หรือแม้แต่การได้รับยาเกินความจำเป็น
อีกหนึ่งความเคลือบแคลงคือ กฎหมายเปิดช่องให้สามารถนำยาที่ขึ้นทะเบียนแล้วมา “ผสมบรรจุใหม่” ให้กับผู้ป่วยเป็นการเฉพาะรายได้ ทั้งที่การผสมหรือบรรจุใหม่นั้นเข้าข่ายเป็นยาตำรับใหม่ที่ต้องผ่านการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพใหม่ทั้งสิ้น
หากกฎหมายเปิดช่องจริง สุขภาพประชาชนจะสุ่มเสี่ยงต่ออันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะจากการปนเปื้อนและการปนเปจากตัวยาหนึ่งไปสู่อีกยาหนึ่ง เนื่องจากเป็นการผสมโดยไม่มีมาตรฐานรองรับ
สำหรับร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับกระทรวงสาธารณสุขนี้ ยกร่างขึ้นในปี 2542 รัฐบาล ชวน หลีกภัย ทว่าผลักดันไม่สำเร็จ จึงมีการแก้ไขและเสนอใหม่ในปี 2549 ยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ปัจจุบันแล้วเสร็จแล้ว รอเพียงการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา
อย่างไรก็ดี ยังมีร่าง พ.ร.บ.ยา อีก 1 ฉบับ คือ “ฉบับประชาชน” ซึ่งสาระสำคัญแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ยกร่างในปี 2550 และล่าสุดได้เสนอต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปแล้ว ทว่าบทบัญญัติในกฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับค่าธรรมเนียม ค่าปรับ หรือการรับ การจ่ายงบประมาณแผ่นดิน จึงเข้าข่าย ร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวด้วยการเงิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องลงนาม ที่สุดแล้วก็เกิดการยึดอำนาจไปก่อน
สำหรับสาระสำคัญของร่างฉบับประชาชน คือ ปรับเปลี่ยน “ร้านขายยา” ให้เป็นสถานบริการเภสัชกรรม สถานบริการยาแผนไทย และสถานบริการยาแผนทางเลือก ที่ให้บริการเกี่ยวกับยาและสุขภาพแก่ประชาชน โดยมีเภสัชกรผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย และผู้ประกอบวิชาชีพสาขาอื่นๆ ทำหน้าที่ควบคุมดูแล
ประชาชนสามารถปรึกษาเรื่องอดบุหรี่ อดเหล้า ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย โภชนาการที่เหมาะสมกับวัย และขอคำแนะนำเรื่องผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้
ที่สำคัญ กำหนดให้ผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำเข้าหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ยาที่มีตัวแทนในประเทศไทยสามารถขึ้นทะเบียนตำรับยาได้ แต่ต้องมีการแสดง “ข้อมูลโครงสร้างราคายา” แหล่งที่มาของวัตถุดิบ หลักฐานทางวิชาการ พร้อมกันนี้กำหนดมาตรการคุมเข้มโฆษณาและส่งเสริมการขาย มีกลไกการเยียวยาผู้เสียหาย และเพิ่มมาตรการลงโทษแก่ผู้กระทำผิด







