
เตือนบริโภคเริ่มอ่อนแรงบี้รัฐเร่งจ่ายก่อน ศก.ทรุด
สุรงค์ บูลกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. กล่าวในงานสัมมนา “แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2557” ว่า เท่าที่ได้สัมผัสกับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับภาคอุปโภคบริโภค และค้าปลีกรายย่อย ต่างสะท้อนผลกระทบจากสภาวะเงินฝืด
สุรงค์ บูลกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. กล่าวในงานสัมมนา “แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2557” ว่า เท่าที่ได้สัมผัสกับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับภาคอุปโภคบริโภค และค้าปลีกรายย่อย ต่างสะท้อนผลกระทบจากสภาวะเงินฝืด
ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา กระทบต่อรายได้ประชากรให้ลดลงตาม ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง ทำให้การบริโภคในประเทศไม่สามารถเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศได้ ต้องพึ่งการลงทุนของภาครัฐให้เร่งเงินงบประมาณค้างท่อต่างๆ ให้เบิกจ่ายโดยเร็ว แม้จะทราบว่าทางนายกรัฐมนตรีได้เร่งให้มีการเบิกจ่ายเงินในโครงการต่างๆ แต่เงินก็ยังไม่สามารถถึงมือระดับรากหญ้าได้รวดเร็วเพียงพอ
“หากรัฐบาลสามารถเร่งการเบิกจ่ายเงินค้างท่อให้ถึงมือประชาชนในระดับรากหญ้าโดยเร็ว น่าจะเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินงบประมาณปี 2557 งบไทยเข้มแข็ง แม้จะมีการเซ็นอนุมัติไปแล้ว แต่ยังไม่มีการเบิกจ่าย โดยทราบว่าเป็นเพราะมีขั้นตอนด้านเอกสารค่อนข้างมาก การทำงานของระบบราชการที่ยังล่าช้าอยู่” สุรงค์ กล่าว
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เศรษฐกิจของประเทศภายหลังการรัฐประหารไม่ได้ฟื้นตัวเร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ แต่เป็นไปในลักษณะค่อยๆ เติบโต แม้ว่ากำลังซื้อในกลุ่มคนรวยยังคงไปได้ดี ยิ่งในภาวะดัชนีหุ้นทดสอบระดับ 1,600 จุด พบว่ายอดขายบ้านระดับไฮเอนด์ยังเติบโตได้ดี และในงานมอเตอร์โชว์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา มียอดจองรถถึง 4 หมื่นคัน เป็นเงินรวม 9 หมื่นล้านบาท หรือราคาเฉลี่ย 2.2 ล้านบาท/คัน
แต่เมื่อพิจารณากลุ่มผู้มีรายได้น้อยพบว่ามีปัญหา แม้ว่าภายหลังจะได้รับเงินในโครงการจำนำข้าว แต่ต้องนำเงินไปคืนหนี้ ขณะที่ราคาข้าวลดลงจาก 1.5 หมื่นบาท/ตัน เหลือ 7,000 บาท/ตัน ราคายางตกต่ำจาก 100 บาท/กิโลกรัม เหลือ 50 บาท/กิโลกรัม ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึงระดับ 82%
“กลุ่มคนจนมีปัญหาค่อนข้างมาก กำลังซื้อของคนในชนบทไม่ค่อยดี จากราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง ในเมื่อรายได้ในอนาคตลดลง ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อคนกลุ่มนี้ลดลง คนส่วนล่างมีปัญหาคนชนชั้นกลางก็ไปไม่ได้จากปัญหาเรื่องรถคันแรก สิ่งเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้แต่ไม่ดี และเติบโตช้าไม่ทันใจคน” กอบศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ หากย้อนดูตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยอาศัยสินเชื่อบุคคลเป็นตัวผลักดันการเติบโต และยังเป็นเหตุผลให้หนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นถึงระดับ 82% จากอดีต 40% เท่านั้น ทำให้การเติบโตจากนี้ไปคงไม่สามารถอาศัยสินเชื่อประเภทนี้ได้อีกต่อไป เพราะระดับหนี้ค่อนข้างสูง ดังนั้นไม่สามารถคาดหวังการเติบโตจากการใช้จ่ายของประชาชน แต่ต้องเป็นการลงทุนของภาครัฐแทน
กอบศักดิ์ยังเสนอให้เห็นความสำคัญของการเติบโตในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง จะเป็นตัวผลักดันการเติบโตสำคัญให้กับประเทศไทย
ปิญาภรณ์ สดศรีวิบูลย์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน บอกว่า ความเห็นและมุมมองซีอีโอ บจ.ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีบทบาทมากในตลาดทุนไทย จำนวนทั้งสิ้น 77 บริษัทจากทั้งหมด 650 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ผลสำรวจของซีอีโอ 92% มองว่ารายได้ธุรกิจจากการส่งออกในอีก 6 เดือนข้างหน้าจะมีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ดีขึ้น
ขณะที่พบว่าธุรกิจไทยกลับมีการส่งออกไปในกลุ่มอาเซียน5 (มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไทย) ซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) และจีนมากขึ้น เมื่อเทียบกับอดีตที่พึ่งพาการส่งออกไปยัง จี3 (สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น) ที่สำคัญต้องถือว่าไทยมีการเตรียมรับมือกับความผันผวนค่าเงินบาทในช่วงเดือนข้างหน้าเป็นอย่างดีตั้งแต่ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าถึง 40 % บริหารรายได้กับรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้สอดคล้องกัน 27 % และเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ 17 %”
ภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ได้ร่วมกับสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย จัดทำผลสำรวจ CEO Survey เพื่อสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจไทยและแนวโน้มการลงทุน ผ่านความคิดเห็นของซีอีโอของบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งเป็นหนึ่ง stakeholder ที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในตลาดทุน โดยจะมีการเผยแพร่ผลสำรวจแก่สาธารณชนเป็นประจำทุกไตรมาสในงาน “CEO Survey: Economic Outlook” “ผลวิจัย CEO Survey ครั้งนี้ ซีอีโอมองเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ดี หลังจากการเมืองมีเสถียรภาพ โดย 66% ของซีอีโอที่ร่วมผลสำรวจ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้มากกว่า 1.5% ในปี 2557 นอกจากนั้น 88% ของซีอีโอคาดจะลงทุนเพิ่มในอีก 12 เดือนข้างหน้าโดยวางแผนขอสินเชื่อเพิ่มเติมจากธนาคารพาณิชย์หรือใช้กำไรสะสม ในประเด็นการปฏิรูปประเทศ กว่า 2 ใน 3 ของ CEO ที่ร่วม survey ให้ความสำคัญกับการปราบปรามทุจริตและคอร์รัปชั่น การปฏิรูปการเมืองและระบบราชการ รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐ เป็นอันดับแรก” ดร. ภากรกล่าว
นอกจากนี้ทางสถาบันฯ ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาตัวชี้วัดตลาดทุนอีกหลายตัว เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุน รวมถึงผู้วางแผนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ จะสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในเชิงนโยบายได้ต่อไป โดยร่วมมือกับภาคการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลงานที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถสะท้อนมุมมองต่อตลาดทุนไทยได้ดี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถทำการเผยแพร่ได้เป็นลำดับในช่วงปี 2558โพสต์ทูเดย์ – นายกสมาคมบจ.กระทุ้งภาครัฐเร่งเบิกจ่ายเงินค้างท่อ หวังใช้เป็นไม้ต่อดันเศรษฐกิจภายหลังบริโภคของภาคประชาชนเริ่มอ่อนแรงจากรายได้หดตัวตามราคาสินค้าเกษตร สวนทางหนี้ครัวเรือนพุ่ง







