
ขรก.พรึบ สปช.ปฏิรูปส่อติดหล่ม
เป็นไปตามคาด!!! สำหรับโฉมหน้า 250 สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เป็นไปตามคาด!!! สำหรับโฉมหน้า 250 สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงสัดส่วนตัวแทนกองทัพนักวิชาการกลุ่ม 40 สว.กปปส. ที่อัดแน่นเข้ามารับหน้าที่เป็นกลไกสำคัญของการ “ปฏิรูป”
แต่อีกข้อกังขาสำคัญเวลานี้ คือ สัดส่วนตัวแทนจากข้าราชการและอดีตข้าราชการที่มีจำนวนไม่น้อยใน สปช. ซึ่งอาจทำให้การปฏิรูปต้อง “ติดหล่ม” อยู่กับกรอบการทำงานแบบเดิมๆ จนยากจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้
เริ่มตั้งแต่สัดส่วนแรก นายทหารระดับนายพลทั้งที่กำลังรับราชการและเกษียณแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 27 คน อาทิ พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ พล.อ.อ.มนัส รูปขจร อดีต ผบ.หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน พล.ต.เดชา ปุญญบาล เลขานุการคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีตจเรทหารทั่วไป ฯลฯ
แม้สัดส่วนนายทหารที่เข้ามาเป็น สปช.จะน้อยกว่าสัดส่วนที่เข้าไปนั่งเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่หลายฝ่ายยังเป็นห่วงว่าตัวแทนจากกองทัพอาจจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่มารับหน้าที่ตีกรอบกำหนดทิศทางการปฏิรูปให้เป็นไปตามแนวทางที่มีธงเอาไว้แล้ว สอดรับกับข้อครหาเรื่องการล็อกสเปกวางตัวบุคคลมาเป็น สปช.ก่อนหน้านี้
ถัดมาที่ “กลุ่มนักวิชาการ” ที่ถือเป็นอีกกลุ่มที่มีความสำคัญต่อทิศทางการปฏิรูป และถือเป็นกลุ่มใหญ่ของ สปช.ที่มาจากการสรรหาทั้ง 11 ด้าน อาทิ ศ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักวิชาการเจ้าของทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย เทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศ.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อมรวิชช์ นาครทรรพ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พรายพล คุ้มทรัพย์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจริญศักดิ์ ศาลากิจ อาจารย์คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณรงค์ พุทธิชีวิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
ถัดมาที่กลุ่มบิ๊กข้าราชการ อาทิ ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ประชา เตรัตน์ และไพโรจน์ พรหมสาส์น อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เกริกไกร จีระแพทย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์
วรรณชัย บุญบำรุง จากสำนักงานกฤษฎีกา เข็มชัย ชุติวงศ์ จากสำนักงานอัยการสูงสุด ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข สุวัช สิงหพันธุ์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ภัทรียา สุมะโน อดีตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
ไม่ต่างจาก สปช.ในส่วนที่ผ่านการสรรหาจากระดับจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ที่กระจุกตัวอยู่แค่อดีตผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ ข้าราชการในพื้นที่ อาทิ กาศพล แก้วประพาฬ อดีตรอง ผวจ.กาญจนบุรี จำลอง โพธิ์สุข อดีต ผวจ.ชัยนาท เฉลิมชัย เฟื่องคอน อดีต ผวจ.อุตรดิตถ์ และ ป.ป.ช. จ.อุตรดิตถ์ เฉลิมพล ประทีปะวณิช อดีต ผวจ.ลำปาง ถาวร เฉิดพันธุ์ อดีตรอง ผวจ.กำแพงเพชร ธวัช สุวุฒิกุล อดีต ผวจ.ชัยภูมิ ปรีชา บุตรศรี อดีต ผวจ.ปทุมธานี
นอกจากนี้ ยังมีข้าราชการส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคการศึกษา อาทิ ธวัชชัย อุ่ยพานิช ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง นิอาแซ ซีอุเซ็ง อดีตนายอำเภอบาเจาะ สมเดช นิลพันธุ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม สืบพงศ์ ธรรมชาติ ผู้อำนวยการอาศรมวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช
ต้องยอมรับว่าจุดแข็งของข้าราชการคือการปฏิบัติหน้าที่และมือไม้ที่ทำงานจริงได้รับรู้รับทราบสภาพปัญหาต่างๆ แต่ด้วยกรอบแนวคิดแบบข้าราชการที่ถูกหล่อหลอมและปลูกฝังกันมายาวนาน ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวนั้น ทำให้เกิดปัญหาเรื่องระบบกลไกราชการติดขัดล่าช้า ไปจนถึงข้อครหาเรื่องการเจ้ายศเจ้าอย่างและวางตัวอยู่บนหอคอยงาช้างไม่ได้ลงพื้นที่ไปคลุกคลีกับชาวบ้านจนไม่เห็นปัญหาในพื้นที่ที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลงแก้ไข
แต่เมื่อมีสัดส่วนข้าราชการเข้ามานั่งเป็น สปช.จำนวนมากย่อมทำให้กรอบแนวคิดการแก้ไขปัญหาถูกมองข้าม หรือกรอบการทำงานแบบเดิมที่ไม่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการปฏิรูปรอบนี้ที่ถือเป็นรอบใหญ่ ที่หวังจะสังคายนาโครงสร้างสังคมทั้งระบบ เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างถูกทิศทาง มั่นคงและยั่งยืน
อีกด้านหนึ่งย่อมทำให้ตัวแทนจากภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะภาคส่วนจากภาคประชาสังคมที่มีสัดส่วนน้อยกว่ามากอาจต้องถูกกลืนไปกับเสียงส่วนใหญ่ หรือไม่มีพลังเพียงพอจะขับเคลื่อนประเด็นใหม่ๆ หรือประเด็นปัญหาในพื้นที่โดยตรงที่ถูกละลายมานาน
สุดท้ายจะทำให้การปฏิรูปครั้งนี้ ผูกขาดอยู่กับกรอบแนวคิดเดิมๆ และไม่สามารถก้าวพ้นจากวังวนปัญหาเดิมๆ ไปได้







