
เจาะมาตราการอุ้มชาวนาแก้ปัญหาข้าวไม่ตรงจุด
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะปฏิเสธมาตลอดว่าจะไม่ใช้นโยบายรับจำนำข้าวในการดูแลเกษตรกรชาวนา แต่ในที่สุดก็ต้องออกมาตรการมาดูแลราคาข้าวที่กำลังจะออกมาฤดูการผลิตนี้ เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองจากชาวนาผู้ปลูกข้าว
อย่างไรก็ตาม หากพิเคราะห์มาตรการของรัฐบาลชุดนี้ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องการยกระดับราคาข้าวจะตกต่ำลงได้ และยังอาจจะทำให้บางฝ่ายได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว ขณะที่ชาวนาที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลืออาจจะได้รับผลประโยชน์น้อยมาก
ทั้งนี้ มาตรการตามมติที่ประชุม นบข.ออกมาเพื่อดูแลระดับราคาข้าวนาปีในฤดูกาลผลิต 2557/2558 ที่คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดในเดือน พ.ย.นี้ ด้วยปริมาณ 27 ล้านตันข้าวเปลือก
หลักสำคัญของการออกแบบมาตรการครั้งนี้ คือ การชะลอการขายข้าวของชาวนาในต้นฤดูกาลผลิต เพื่อดึงผลผลิตข้าวไม่ให้ทะลักออกสู่ตลาด จนฉุดราคาข้าวให้ดิ่งต่ำลง โดยแบ่งประเภทข้าว 27 ล้านตันข้าวเปลือกเป็น 3 ส่วน
ส่วนแรกคือ ข้าวหอมมะลิ จำนวน 8 ล้านตัน และข้าวเหนียว 7 ล้านตัน รวม 15 ล้านตัน ข้าวกลุ่มนี้เป็นที่รู้กันว่าส่วนใหญ่จะปลูกในภาคอีสานและภาคเหนือ นบข.จึงมีมติให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้ชาวนา 80% ของมูลค่าข้าว เพื่อให้ชาวนาชะลอการขายข้าวออกไป โดยเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางก่อน
กลุ่มที่สอง คือ ข้าวขาวคุณภาพต่ำ จำนวน 7 ล้านตัน รัฐบาลจะใช้วงเงินที่มีอยู่ในกระทรวงพาณิชย์สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับโรงสี เพื่อให้ไปรับซื้อข้าวจากชาวนามาเก็บไว้ เป็นการชะลอการขายข้าวในช่วงที่ราคาต่ำเช่นเดียวกัน
และกลุ่มที่สาม คือ ข้าวคุณภาพสูง ปริมาณ 5 ล้านตัน แต่เนื่องจากข้าวกลุ่มนี้ปกติก็ขายได้ราคาอยู่แล้ว รัฐบาลจึงไม่จำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือ
มาตรการทั้งหมดนี้รัฐบาลคาดว่าจะช่วยยกระดับราคาข้าวที่ปัจจุบันอยู่ที่เฉลี่ยตันละ 7,8008,500 บาทให้ขยับขึ้นมาได้ ในขณะที่ต้นทุนการปลูกข้าวของชาวนามีตั้งแต่ตันละ 5,0006,000 บาท (สำหรับข้าวในพื้นที่ชลประทาน) ไปถึงต้นทุนตันละ 8,0009,000 บาท
อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกไปในแต่ละมาตรการแล้ว ผลที่ได้อาจจะเป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวังว่าจะยกระดับข้าวขึ้นมา
สาเหตุเพราะในข้าวกลุ่มแรก คือ ข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว ปริมาณรวม 15 ล้านตันนั้น ปกติเป็นข้าวที่ขายได้ราคาดีอยู่แล้ว เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดภายในประเทศและตลาดโลก ขณะเดียวกันพื้นที่ในแถบภาคอีสานและภาคเหนือสามารถปลูกข้าวได้เพียงฤดูกาลเดียว ไม่สามารถปลูกได้ 23 ฤดูกาลเหมือนชาวนาภาคกลาง การปลูกได้เพียงฤดูกาลเดียว ในขณะที่มีรายจ่ายค่าปุ๋ย ค่าวัตถุดิบรออยู่ ทำให้ชาวนากลุ่มนี้จำเป็นต้องขายข้าวออกไปทันทีที่ผลผลิตออกมา และเมื่อได้ราคาดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องชะลอการขายข้าว จึงไม่มีความต้องการหรือมีความจำเป็นที่จะต้องมาใช้สินเชื่อชะลอการขายข้าวจาก ธ.ก.ส.แต่อย่างใด
สำหรับข้าวในกลุ่มที่สอง คือ ข้าวขาวคุณภาพต่ำ 7 ล้านตัน ที่ส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ชลประทานแถบภาคกลาง และปลูกแบบเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ เป็นข้าวที่ปลูกระยะสั้น 100 วันก็เก็บเกี่ยวได้ เพื่อจะได้ปลูกได้หลายฤดูกาล ข้าวกลุ่มนี้โดยข้อเท็จจริงแล้วรัฐบาลไม่มีความจำเป็นจะต้องให้ความช่วยเหลือ เพราะผลผลิตที่ออกมาแทบจะขายในตลาดไม่ได้ แต่เนื่องจากเกษตรกรที่ปลูกข้าวกลุ่มนี้ล้วนเป็นแกนนำที่มีอิทธิพลทางการเมือง สามารถเป่านกหวีดเรียกม็อบออกมาได้ จึงมีการออกมาตรการช่วยเหลือด้วยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่โรงสีเพื่อรับซื้อข้าวกลุ่มนี้ไว้
ซึ่งก็น่าสนใจว่าในเมื่อรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องหาเสียงกับชาวนา และยังเป็นช่วงประกาศกฎอัยการศึกอยู่ เหตุใดจึงยังอุ้มผู้ปลูกข้าวกลุ่มนี้ ยังให้กระทรวงพาณิชย์รับซื้อข้าวประเภทนี้เก็บไว้
การไม่ยอมปล่อยให้ราคาข้าวกลุ่มนี้เป็นไปตามกลไกตลาด นอกจากจะทำให้รัฐบาลเปลืองงบประมาณอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะให้กับโรงสีแล้ว ยังทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวกลุ่มนี้ไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกข้าว ตามนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกที่รัฐบาลชุดนี้พูดมาโดยตลอด เพราะเกษตรกรกลุ่มนี้ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องยกเลิกการปลูกข้าวคุณภาพต่ำ หรือยกเลิกการปลูกข้าวเพียงเพื่อรอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อหันไปปลูกข้าวที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดแทน เท่ากับนโยบายการเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกข้าวล้มเหลวตั้งแต่ต้น
นอกจากมาตรการของรัฐบาลจะช่วยอุ้มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวคุณภาพต่ำแล้ว รัฐบาลชุดนี้ยังทำโทษเกษตรกรที่ปลูกข้าวคุณภาพสูงอีกด้วย เพราะในกลุ่มข้าวคุณภาพสูงปริมาณ 5 ล้านตันนั้น รัฐบาลชุดนี้กลับเห็นว่าขายได้ราคาดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือ ทั้งที่เกษตรกรกลุ่มนี้ก็เป็นเหมือนเกษตรกรทั่วไปที่ถูกกดราคารับซื้อจากโรงสีและพ่อค้าได้เช่นเดียวกัน และยิ่งต้องถูกกดราคามากกว่ากลุ่มอื่นๆ เพราะเป็นข้าวคุณภาพสูง เป็นที่ต้องการของตลาด โรงสีและพ่อค้าจึงต้องรับซื้อในราคาที่ต่ำมากที่สุด เพื่อจะได้กำไรมากที่สุดเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่ามาตรการทั้งหมดนี้เป็นการออกแบบโดยข้าราชการประจำ และไม่ได้เป็นมาตรการใหม่ แต่ข้าราชการประจำใช้วิธีหยิบมาตรการดั้งเดิมที่มีการใช้มาตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเสนอใหม่เท่านั้นเอง
ในขณะที่ที่ประชุม นบข.นั้น นอกจากข้าราชการประจำแล้ว ยังมีนักวิชาการผู้ที่มีความรู้เรื่องข้าวเป็นกรรมการ ที่สามารถให้ข้อคิดเห็นหรือข้อสังเกต เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นมาตรการที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดมากที่สุด แต่การประชุมที่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเศษในการพิจารณาวาระจำนวนมากมายอย่างเร่งรีบ กลับทำให้กรรมการ นบข.ไม่มีเวลาแม้แต่จะแสดงความคิดเห็น ส่งผลให้มาตรการเดิมๆ เหล่านั้นถูกปัดฝุ่นและยำใหญ่มาเสนอ
การปัดฝุ่นนำมาตรการเดิมๆ มาใช้ โดยมุ่งเน้นการให้เงินอุดหนุนชดเชยเหมือนที่ผ่านมา ไม่ยึดเป้าหมายนโยบายการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกตามนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศไว้ ผลที่ได้จึงไม่แตกต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวก็ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับตัว ปรับคุณภาพการเพาะปลูกเหมือนเดิม
วิธีนี้นอกจากจะไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างยั่งยืนแล้ว ยังทำให้เงินภาษีที่ทุ่มเทลงไป แม้จะจำนวนไม่มหาศาลเท่ารัฐบาลที่ผ่านมา แต่ก็สูญเปล่าเหมือนกัน กลายเป็นภาระการคลังของประเทศเช่นเดียวกัน







