posttoday
ไทยจะพบกับภาวะเงินฝืดหรือไม่

ไทยจะพบกับภาวะเงินฝืดหรือไม่

08 ตุลาคม 2557

ขึ้นหัวเรื่องไว้เช่นนี้ ไม่ใช่จะมาตอบคำถามว่าประเทศไทยจะพบกับภาวะเงินฝืดหรือไม่ เพียงแต่เริ่มจะเป็นกังวลเล็กๆ ขึ้นมา เมื่อเห็นทั่วโลกเขาประสบกับภาวะเงินฝืดกัน เรียกว่าเหมือนเห็นโรคระบาดเกิดขึ้นทั่วโลก ก็กลัวว่าจะระบาดเข้ามาในเมืองไทยด้วย เหมือนเห็นโรคระบาดอีโบลา ขนาดอีโบลาไม่ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลก ใครๆ ก็ยังกังวลกันว่าจะแพร่ระบาดเข้ามาในเมืองไทยด้วย แต่ภาวะเงินฝืดที่ชักจะระบาดไปทั่วโลก จะไม่ให้กลัวอย่างไรได้

ขึ้นหัวเรื่องไว้เช่นนี้ ไม่ใช่จะมาตอบคำถามว่าประเทศไทยจะพบกับภาวะเงินฝืดหรือไม่ เพียงแต่เริ่มจะเป็นกังวลเล็กๆ ขึ้นมา เมื่อเห็นทั่วโลกเขาประสบกับภาวะเงินฝืดกัน เรียกว่าเหมือนเห็นโรคระบาดเกิดขึ้นทั่วโลก ก็กลัวว่าจะระบาดเข้ามาในเมืองไทยด้วย เหมือนเห็นโรคระบาดอีโบลา ขนาดอีโบลาไม่ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลก ใครๆ ก็ยังกังวลกันว่าจะแพร่ระบาดเข้ามาในเมืองไทยด้วย แต่ภาวะเงินฝืดที่ชักจะระบาดไปทั่วโลก จะไม่ให้กลัวอย่างไรได้

ญี่ปุ่นนั้น เรียกว่าประสบกับภาวะเงินฝืดกันมานาน ถ้าเป็นโรคก็เห็นจะเป็นโรคเรื้อรังแก้กันไม่ว่ากี่หมอกี่ยา (เปลี่ยนนายกฯ กันไปหลายคน) ก็ยังแก้ไม่ตก แต่เมื่อวันก่อนอ่านพบในโพสต์ทูเดย์ คอลัมน์ของคุณณัฏฐญา ก็บรรยายถึงประเทศคู่ค้าสำคัญๆ ของไทยในโลก ว่าเริ่มประสบกับปัญหาเงินเฟ้อที่มีอัตราลดลง เช่น ประเทศในยูโรโซน มีอัตราการขยายตัวของเงินเฟ้อเมื่อเดือน ส.ค. เพียง 0.4% และลดลงอีกในเดือน ก.ย. เป็น 0.3% สหรัฐเองเมื่อเดือน ส.ค. อัตราเงินเฟ้อก็ขยายตัวเพียง 1.7% พอๆ กับประเทศไทยที่เห็นกระทรวงพาณิชย์ออกมาแจ้งว่า เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมานี้ อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ที่ประมาณ 1.7% เช่นกัน ต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปี พ.ศ. 2556 จีนเองอัตราเงินเฟ้อก็ลดต่ำลงเหลือเพียง 2% ในเดือน ส.ค. ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมานี้ คืออัตราการขยายตัวของเงินเฟ้อลดลงจาก 2.3% ในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ดังนั้นประเทศที่ทำท่าจะเจอกับโรคเงินฝืดก็เป็นตลาดที่สำคัญของไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น สหรัฐ จีน ยูโรโซน แถม คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ (IMF International Monetary Fund) หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นแล้วว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด และต้องปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกลง โดยปีนี้จะเติบโตที่ 3.4%

แน่นอนว่า ผู้บริหารนโยบายที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยน่าจะเห็นสัญญาณเหล่านี้กันอยู่แล้ว โดยเฉพาะภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศในช่วงนี้ทำท่าจะอาการหนักไม่ใช่เล่น แถมการส่งออกก็ยังมีปัญหาอีก รัฐบาลจึงได้กำหนดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนนี้ออกมา ทั้งมาตรการสร้างงาน 324,465 ล้านบาท เร่งรัดอนุมัติโครงการของบีโอไออีก 429,208 ล้านบาท และมาตรการเพิ่มรายได้ให้ชาวนาอีก 40,000 ล้านบาท โดยหวังว่า เงินที่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะการป้อนเงินเข้าไปในกลุ่มประชากรที่อยู่ฐานพีระมิด ซึ่งจัดว่าเป็นคนยากจน จะช่วยกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคมากขึ้น ยิ่งถ้าไปผนวกกับเงินลงทุนต่างๆ ซึ่งจะทำให้มีการจ้างงานมากขึ้น ก็แน่นอนว่าจะมีการใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคกันมากขึ้น แล้วเงินก็จะหมุนไปหมุนไปอย่างที่สมัยหนึ่งรัฐบาลยุคที่แล้วเคยโฆษณา

แน่นอนว่า เงินที่เร่งรัดการอนุมัติของบีโอไอและเงินลงทุนต่างๆ รวมไปถึงเงินงบไทยเข้มแข็ง งบซ่อมอาคาร ฯลฯ ล้วนเป็นเงินที่ควรจะต้องจ่ายในปีงบประมาณที่ผ่านๆ มาจนถึงปีงบประมาณ 2558 หรือเรียกง่ายๆ ว่า เป็นเงินเก่าที่ควรจะต้องใช้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ การนำออกมาใช้ได้เร็ว ก็จะทำให้การบริโภคฟื้นตัวเร็วขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเงินใหม่ที่จะเพิ่มลงไปจริงๆ คือส่วนที่ให้กับชาวนา 40,000 ล้านบาท ซึ่งก็ไม่ได้มากมายนัก จะเห็นผลได้เป็นกอบเป็นกำหรือไม่นั้น ไม่แน่ใจ ถึงจะมีบ้างก็อาจจะไม่คงทน ยิ่งหากมาดูควบคู่ไปกับเงินที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจะชักออกไปจากระบบเศรษฐกิจในรูปของภาษี และที่กระทรวงพลังงานจะปรับราคาพลังงานทั้งระบบแล้ว ย่อมเป็นเรื่องที่ยิ่งทำให้ผู้เขียนไม่แน่ใจมากขึ้น

การปรับราคาพลังงานทั้งระบบ ก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะมีผลไปลดการใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคลง ถึงแม้ว่าการปรับราคาพลังงานให้เข้ารูปเข้ารอย หลังจากที่บิดเบือนมานาน และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่กล้าทำจะเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งที่จริงในช่วงนี้กระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย ที่เห็นความบิดเบี้ยวของระบบหรือกลไกต่างๆ ในงานที่ตัวเองรับผิดชอบ ต่างก็พยายามจะถือเป็นโอกาสที่จะแก้ไขความบิดเบี้ยวนั้นให้เข้ารูปเข้ารอยถูกต้องกันเป็นแถว รวมถึงการออกกฎหมายต่างๆ ที่ใครมีอะไรคาใจตั้งแต่สมัยไหนก็เห็นเป็นช่องทางที่จะเข็นกันออกมา อย่างเช่นการจะเข็นการเก็บภาษีเต่าล้านปีอย่างภาษีมรดกและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกมา เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนได้พูดไปในฉบับที่แล้วก็จะไม่พูดถึงอีก แต่ขอกลับมาเรื่องการปรับราคาพลังงานที่จะมีผลต่อเงินเฟ้อ และอำนาจซื้อของผู้บริโภคดีกว่า เพราะการปรับราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ขึ้นมาให้เท่ากับภาคครัวเรือน ขณะเดียวกันก็ปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นไปอีก ย่อมมีผลกระทบต่อค่าขนส่งอย่างแน่นอน ซึ่งวัตถุดิบและอาหารจะเป็นตัวหนึ่งที่มีราคาสูงขึ้น และเชื่อว่าจะมีผลให้อัตราการขยายตัวของเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันเงินที่ลงไปให้กับชาวนาและการจ้างแรงงาน เพื่อหวังให้มีการใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคก็จะหายไปจากมือและกระเป๋าชาวนา และคนที่ฐานของพีระมิดอย่างรวดเร็วด้วย ยิ่งหากเงินที่จ่ายลงไปไม่คงทน และผู้รับต้องมาแบกภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น จะใช้จ่ายเพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้นหรือไม่ ก็ยังน่าจะเป็นคำถามอยู่ นี่ยังไม่นับราคาก๊าซเอ็นจีวีที่เพิ่มขึ้น เพราะหากคิดรวมกันหมดว่ามีรถที่ใช้แอลพีจี 7.5 แสนคัน ใช้เอ็นจีวีอีกประมาณ 4.6 แสนคัน รวมกันก็กว่า 10 ล้านคันแล้ว ถ้ารวมพวกรถยนต์และรถบรรทุกที่เติมน้ำมันดีเซลอีก 60 ล้านลิตร ผลกระทบย่อมเป็นวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คุมทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และพลังงาน ก็เป็นรองนายกฯ คนเดียวกัน จึงน่าจะศึกษาให้ดีและรอบคอบ มองไปที่ปีหน้าทั้งปีและปีถัดไป อย่าปล่อยให้มาตรการและนโยบายต่างๆ วิ่งขัดขากันเอง โดยเฉพาะขัดขามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นภาวะเงินฝืดที่ประชาชนตาดำๆ ทั้งหลายจะต้องเป็นผู้รับกรรม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท