
เลิกผลิต-นำเข้าทั้งหมด?
เลิกผลิตนำเข้าทั้งหมด?มีข้อเรียกร้องว่า ในเมื่อคนไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันและก๊าซในราคาตลาดแล้ว ทำไมไม่นำเข้าทุกอย่างมาใช้ แล้วเก็บปิโตรเลียมใต้ดินไว้ให้ลูกหลาน บางคนพูดด้วยเหตุผลตามที่รับฟังมา บางคนพูดประชดเพราะรู้สึกว่าราคาน้ำมันแพง แต่มีข้อเท็จจริงและปัจจัยอีกหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งหากด่วนสรุปจะมีผลเสียหายมากกับทุกๆ คน
เลิกผลิตนำเข้าทั้งหมด?มีข้อเรียกร้องว่า ในเมื่อคนไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันและก๊าซในราคาตลาดแล้ว ทำไมไม่นำเข้าทุกอย่างมาใช้ แล้วเก็บปิโตรเลียมใต้ดินไว้ให้ลูกหลาน บางคนพูดด้วยเหตุผลตามที่รับฟังมา บางคนพูดประชดเพราะรู้สึกว่าราคาน้ำมันแพง แต่มีข้อเท็จจริงและปัจจัยอีกหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งหากด่วนสรุปจะมีผลเสียหายมากกับทุกๆ คน
ประเด็นแรกเรื่องการอิงราคาตลาดโลกนั้น ใช้เฉพาะสำหรับน้ำมัน ซึ่งเป็น 56% ของการใช้ปิโตรเลียมทั้งหมด และที่เป็นราคาตลาดโลกก็เพราะน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายข้ามพรมแดนได้ จึงมีราคาตลาดเหมือนอย่างทองคำที่คนไทยคุ้นเคยและยอมรับกัน
อันที่จริงประเทศไทยเคยลอยตัวราคาน้ำมันหน้าปั๊มตั้งแต่สมัยรัฐบาลอานันท์ ปี 2534 (ไม่ได้ลอย LPG) และคนไทยก็คุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหน้าปั๊มตามกลไกตลาดเป็นเวลากว่า 10 ปี เวลาน้ำมันแพงก็ใช้อย่างประหยัด จนกระทั่งรัฐบาลทักษิณเริ่มเข้ามาแทรกแซงราคาผ่านกองทุนน้ำมัน ทำให้เป็นหนี้กว่า 8 หมื่นล้านบาท และต่อมาก็มีนักการเมืองภาคประชาชนสร้างกระแสว่าราคาน้ำมันแพงเพราะ ปตท.ค้ากำไร เนื่องจากถูกแปรรูปจึงต้องทวงคืน ปตท.กลับมา เกิดความสับสน เกลียดชัง เพราะรับข้อมูลข้อคิดที่ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริง
ความจริงราคาน้ำมันจากหลุมผลิตหรือจากโรงกลั่นเป็นราคาตลาดที่ใกล้เคียงกันทุกประเทศ แต่ถ้าเทียบราคาที่ผู้บริโภคซื้อในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน เพราะนโยบายภาษีและการอุดหนุนที่ต่างกัน ประเทศไหนรัฐเก็บมากภาษีมากราคาน้ำมันก็แพง ไม่ได้แปลว่าบริษัทน้ำมันกำไรมาก อย่างในมาเลเซียที่เขามีรายได้จากการส่งออกปิโตรเลียมสุทธิสูงมาก รัฐเก็บภาษีน้อยและอุดหนุนราคาด้วย ราคาน้ำมันก็ต่ำ ซึ่งไม่ได้แปลว่าบริษัทน้ำมันกำไรต่ำ แต่การปลุกระดมช่วง 67 ปี ที่ผ่านมาละเลยข้อเท็จจริงนี้ ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งโกรธแค้น
อีกเรื่องที่เข้าใจผิดกันคือราคาก๊าซธรรมชาติ นอกจากจะ (ยัง) ไม่มีราคาตลาดโลกเป็นมาตรฐานเดียวอย่างน้ำมันแล้ว เนื่องจากก๊าซธรรมชาติไม่สามารถเก็บและขนส่งไปขายง่ายเหมือนน้ำมัน ก๊าซที่ผลิตในประเทศไทยนั้นราคาถูกกว่าที่นำเข้ามาก ราคาเนื้อก๊าซธรรมชาติที่ปากหลุมถูกกำหนดโดยสูตรที่มีบางส่วนแปรผันตามอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเตาในตลาดโลก แต่จะถูกกว่าน้ำมันเตาซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า ราคาก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในอ่าวไทยปี 2556 เฉลี่ย 7.7 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู เทียบกับก๊าซที่ส่งทางท่อจากพม่า 12.1 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู และ LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลวที่จะเข้าทางเรือ 15.5 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู
ทั้งนี้ การผลิตปิโตรเลียมของไทย 71% ได้เป็นก๊าซธรรมชาติ เพียง 29% เป็นน้ำมันดิบและคอนเดนเสท เราต้องนำเข้าน้ำมันดิบอยู่แล้วถึง 87%
ดังนั้น ถ้าจะเลิกผลิตปิโตรเลียมในประเทศ แล้วนำเข้าทั้งหมด ต้นทุนรวมเราจะแพงขึ้นมากจากส่วนของก๊าซที่ราคาจะเพิ่มราวเท่าตัว ค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เพราะการผลิตไฟฟ้าของเราพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงถึงเกือบ 70% ค่าไฟของไทยที่ 3.96 บาท/หน่วยจะพุ่งพรวด สู่ระดับของญี่ปุ่นที่ใช้ LNG มาก อาจอยู่แถว 7.72 บาท/หน่วย
แค่ค่า FT ขึ้นทีละไม่กี่สตางค์ประชาชนก็โวยวายกันแล้ว ถ้าค่าไฟต้องขึ้น 34 บาท/หน่วย จะอยู่กันได้อย่างไร?!?!
ถ้าจะทำจริงๆ ประชาชนคนไทยไม่มีทางเลือก ก็ต้องทนอยู่ได้ แต่อุตสาหกรรมคงจะไม่ทน เพราะการแข่งขันในโลกาภิวัตน์ทำให้เขาต้องดิ้นรนหาฐานผลิตที่ต้นทุนถูกที่สุด อาจมีการย้ายฐานผลิตไปประเทศอื่น ก็จะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งต้องตกงาน ธุรกิจต่อเนื่องเสียหาย
ทำนองเดียวกัน แต่ตรงและแรงกว่า คือ หากเลิกการผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย คนไทยจำนวนมากจะตกงาน ค่าจ้างค่าแรงจะตกต่ำ ธุรกิจต่อเนื่องต่างๆ จะสูญเสีย ไม่ใช่แต่ใหญ่ๆ อย่างปิโตรเคมี ซึ่งมีเอกชนหลากหลายในห่วงโซ่ ไม่ใช่เพียง ปตท.หรือปูนซิเมนต์ไทยที่เป็นต้นน้ำ ทั้ง SME อีกมากมายจะได้รับผลกระทบ
ในส่วนของรัฐ นอกจากปัญหาทางกฎหมายของการยกเลิกสัญญาสัมปทานกับเอกชนและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจแล้ว จะมีผลกระทบที่เป็นรูปธรรม คือ รัฐจะสูญเสียรายได้กว่า 2 แสนกว่าล้านบาทต่อปี เพราะหากมีการผลิตในประเทศรัฐจะได้ค่าภาคหลวง 5-15% ของยอดขาย ราคาน้ำมันแพงค่าภาคหลวงก็ขึ้นตามส่วน ทั้งนี้ 60% ของค่าภาคหลวงทั้งประเทศจะถูกจัดสรรให้กับท้องถิ่นโดยตรง รัฐเก็บภาษีปิโตรเลียม 50% ไม่มีการลดเหมือนภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ลดจาก 30% เหลือ 20% และรัฐยังได้ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ 0-75% ของ “กำไรส้มหล่น” จากการผลิตปิโตรเลียม เช่น กรณีที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นหรือผู้ผลิตเกิดโชคดีไปเจอธรณีวิทยาที่ต้นทุนผลิตต่ำ
นับเป็นรายได้รัฐที่ไม่น้อยเลย สามารถนำไปพัฒนาประเทศ จัดสวัสดิการให้คนยากจน และพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานทดแทนได้ด้วย
ในระยะยาวซึ่งอาจจะ 15-20 ปี หรืออาจจะเร็วกว่ามาก เพราะยากที่จะคะเน คาดว่าพลังงานทดแทนต่างๆ จะพัฒนาไปไกลและจะราคาถูกลงมาก หากเก็บปิโตรเลียมใต้ดินไว้นานเกินไป ของที่สงวนไว้ใต้ดินอาจด้อยค่า หรืออาจจะ obsolete กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว คือเมื่อก่อนที่ไทยเราขุดแร่ดีบุกส่งออกไปมากนั้น มีคนเสนอว่าน่าจะเก็บไว้ใช้ในอนาคต แถมอาจได้ราคาแพงกว่าด้วย เพราะแร่ในโลกมีจำกัด แต่ปรากฏว่าภายหลังมีการพัฒนาพลาสติกคุณภาพสูงมาใช้แทน ทำให้ดีบุกด้อยค่าไปเลย
หากต้องนำเข้าปิโตรเลียมทั้งหมดจริง มูลค่าการนำเข้าของประเทศจะสูงขึ้นมาก จะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เงินบาทอ่อนลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากประเทศจะเสียดุลการค้ามากขึ้นแล้ว ราคานำเข้าน้ำมันและโดยเฉพาะ LNG ซึ่งแพงกว่าก๊าซที่ผลิตในอ่าวไทยเป็นเท่าตัวอยู่แล้ว จะยิ่งแพงขึ้นไปอีกเวลาที่คิดเป็นเงินบาท เท่ากับค่าไฟฟ้าที่ทุกคนจ่ายจะขึ้น 2 เด้ง!
ฉะนั้น ถ้าพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว ข้อเสนอให้เลิกผลิตปิโตรเลียมเองแล้วนำเข้าแทนจึงเป็นวาทกรรมที่อันตรายมาก จะเกิดความเสียหายมหาศาล ทั้งทางตรงที่ประชาชนทั่วไปต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นมากและงบประมาณรัฐที่หายไป กับผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมที่สะเทือนตั้งแต่ธุรกิจจนถึงครัวเรือนรากหญ้าทุกหัวระแหง
คนไทยจะสูญเสียเงินมากขึ้นในระยะสั้น ส่วนของใต้ดินที่เก็บไว้ใช้ระยะยาวก็อาจด้อยค่าลงกว่าปัจจุบัน เทียบกับประชานิยมที่เป็นความ “คิดสั้น” แนวทางแทบจะเป็นความ “สิ้นคิด” ก็ว่าได้







