
งัดภาษีพลิกโฉมหน้าฟื้นท่องเที่ยวไทย
...ทีมข่าวการเงิน
แผนการใช้ใบเสร็จเข้าพักโรงแรมมาลดหย่อนภาษีรายได้กับกรมสรรพากรถือเป็น
“ช็อตเด็ด” ที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวที่พังพาบในปีนี้เมื่ออัตราการ
“เช็กอิน” ของต่างชาติตั้งแต่ช่วงวิกฤตเสื้อแดงลามปาม จนวินาศสันตะโรอยู่ที่ 510% เท่านั้นตามรายงานของกระทรวงการคลังที่ได้รับจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่ประจำอยู่ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยทยอยลดลงตั้งแต่เดือน เม.ย. 2553 มีจำนวน 1.08 ล้านคน หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ที่ 0.2%
หลังจากช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมายอดนักท่องเที่ยวเพิ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
เรียกได้ว่าท่องเที่ยวไทยราพณาสูร เพราะภาพที่ออกไปทางสำนักข่าวต่างประเทศนั้นรุนแรงเหลือเกิน
ขณะที่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่าในช่วง 3 สัปดาห์แรกของเดือน พ.ค. ที่มีการชุมนุมค่อนข้างรุนแรงตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ผ่านด่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิติดลบ 20% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน
พร้อมประเมินว่าไตรมาส 2 ของปีนี้ แม้สถานการณ์การเมืองจะดีขึ้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจะยังคงติดลบ 1020% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน
เมื่อรัฐบาลกว่า 10 ประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวประมาณ 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ประกาศเตือนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมากรุงเทพฯ และประเทศไทย
จึงยากที่จะคาดเดาได้ว่าเมื่อไรการท่องเที่ยวจะฟื้นกลับมาดีเหมือนเดิม!!!
แน่นอน เงินทุนของธุรกิจท่องเที่ยวขณะนี้จึง
“ชอร์ต” ไปดื้อๆ โดยเฉพาะธุรกิจของคนไทยที่ไม่ใช่โรงแรมแบรนด์นอกกระทบต่ออาชีพต่อเนื่อง ทั้งไกด์ทัวร์ คนขับรถรับจ้าง พนักงานโรงแรม เจ้าของร้านกิฟต์ช็อป จนถึงเด็กเสิร์ฟในบาร์เบียร์
จึงไม่ต้องแปลกใจหากจะเห็นไกด์ทัวร์ไปขึ้นทะเบียนกับรัฐบาลเพื่อขอรับความช่วยเหลือกรณีค่าจ้างที่หดหายไป
การปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช้เวลามากกว่า 6 เดือนในการชุบชีวิต สร้างความคึกคักให้การท่องเที่ยวกลับมา
กรณีของการเผาเมือง เผาศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และการก่อความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ของกลุ่มคนเสื้อแดงก็น่าจะใช้เวลาในการเยียวยาธุรกิจท่องเที่ยวไม่แตกต่างกัน
โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ประเทศไทยอาจต้องใช้เวลาอีก 5 เดือนนับจากเดือน พ.ค. เพื่อให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ
เมื่อบวก ลบ คูณ หารดูแล้วมูลค่าการท่องเที่ยวหายไปอย่างต่ำ 5.2 หมื่นล้านบาท
ยังไม่นับความสูญเสียทางเศรษฐกิจในหลายจังหวัดภาคอีสานและเหนือที่มีการเผาศาลากลาง ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของตัวเอง ก็เป็นการตอกย้ำความไม่น่าท่องเที่ยวในสยามเมืองยิ้มมากขึ้นไปอีก
ดังนั้น การหวังจะล้วงเงินในกระเป๋าต่างชาติในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือคนเอเชียน่าจะหมดหวังไปแล้ว
กลุ่มโรงแรม รีสอร์ต และสายการบิน ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญน่าจะหันมาแคมเปญให้คนไทยควักกระเป๋าช่วยชาติอีกครั้ง
โดยรัฐบาลต้องเป็นตัวนำเหมือนในปี 2552 ที่รัฐบาลอัดฉีดทั้งมาตรการกึ่งบังคับให้หน่วยราชการและรัฐวิสหากิจ หันมาจัดสัมมนาดูงานในประเทศ
พร้อมทั้งให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เข้ามากระตุ้นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ล่าสุด นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมสรรพากร ระบุว่า รมว.คลัง เตรียมออกมาตรการสนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในไทย
โดยมีแนวคิดจะให้นำค่าใช้จ่ายเข้าพักโรงแรมมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ตอนปลายปีได้
เบื้องต้นกรมสรรพากรตั้งตุ๊กตาการหักลดหย่อนภาษีไว้ที่ 5,000 บาทต่อคน แต่ รมว.คลัง ไม่เห็นด้วย ทุบโต๊ะบอกว่าน่าจะให้ 1.5 หมื่นบาท
เมื่องานนี้คงต้องหวังพึ่งกระเป๋าสตางค์ของคนไทยใจเกินร้อย หรือกลุ่มท่องเที่ยวระดับบนที่กล้าใช้จ่าย
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการที่ รมว.คลัง ต้องการนำมาใช้มากที่สุดคือการให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงที่พักมาหักลดหย่อนภาษี
โดยตัวเลขที่คาดไว้น่าจะเปิดโอกาสให้เอกชนหักภาษีได้มากกว่า 1 เท่าตัว
“
เราเชื่อว่าหากเอกชนใช้โอกาสนี้ในการฟื้นฟูโรงแรม ที่พัก ให้มีความดึงดูดใจมากขึ้นจะส่งผลต่ออัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวต่างชาติในอนาคต” แหล่งข่าวเปิดเผยไม่เพียงเท่านั้น ธุรกิจท่องเที่ยวยังมีเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารของรัฐเข้าไปอัดฉีดอีกก้อนใหญ่
เพื่อนำไปยกเครื่องการบริการสิ่งอำนวยความสะดวก และรักษาการจ้างแรงงานของตัวเองเอาไว้
นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวอย่างมโหฬารอีกครั้งหนึ่งของประเทศไทย
ควบคู่ไปกับการปรับโฉมหน้าศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสยามเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ หรือเซ็นเตอร์วัน
แผนเยียวยาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่นำไปสู่โอกาสใหม่ๆ ในอนาคต
หากคนไทยไม่จ่อมจมอยู่กับความสูญเสียมากเกินไป ก็ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแปลงเที่ยวนี้คือความหวังจริงๆ







