
2พม่ายอมรับต่อกก.สิทธิฆ่านักท่องเที่ยวจริง
ผู้ต้องหาแรงงานพม่า 2 คนยอมรับต่อกรรมสิทธิเผยฆ่า2นักท่องเที่ยวจริง แต่ติดใจไม่มีทนายช่วยและใช้ล่ามโรฮิงญา
ผู้ต้องหาแรงงานพม่า 2 คนยอมรับต่อกรรมสิทธิเผยฆ่า2นักท่องเที่ยวจริง แต่ติดใจไม่มีทนายช่วยและใช้ล่ามโรฮิงญา
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและอนุกรรมการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง พร้อมนายไซไซ ตัวแทนจากเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ และที่ปรึกษากฎหมายฝ่ายต่างประเทศ ได้เข้าพบนายไพบูลย์ อาชวานันทคุณ อัยการจังหวัดเกาะสมุย เพื่อติดตามสำนวนคดีนายวิน หรือเวพิว และนายซอ หรือซอริน หรือโซเรน แรงงานต่างด้าวจากเมืองยะไข่ สัญชาติพม่า ผู้ต้องหาฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่ริมชายหาดด้านปลายแหลม จปร.หาดทรายรี หมู่ 2 ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา
น.ส.พรเพ็ญ กล่าวว่า การเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อมาติดตามสำนวนคดีและต้องการดูขั้นตอนการทำงานของตำรวจ และอัยการว่ามีความคืบหน้าแค่ไหน ซึ่งรู้สึกสบายใจที่เอกสารและหลักฐานที่อยู่ในสำนวนเป็นไปตามระเบียบในการฟ้องร้อง
นอกจากนี้วันเดียวกันที่เรือนจำอ.เกาะสมุย นายปริญญา ศิริสารการ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ได้เข้าพบ นายชนินทร์ เลี้ยงสุวรรณ ผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอเกาะสมุย และขอเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาทั้งสองรายที่อยู่ในความดูแลของเรือนจำ
นายปริญญา กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีตัวแทนสถานทูตพม่าเข้ามาเยี่ยมผู้ต้องหาทั้ง 2 ซึ่งจากการพูดคุยกับ 2 ผู้ต้องหามีสีหน้าที่ปลงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทั้ง 2 คนได้ยอมรับว่าเป็นผู้ที่ได้ก่อเหตุจริง ส่วนคำถามที่อยู่ในโลกโซเชียลมีเดียขณะนี้อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพูดให้ละเอียดจะเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะได้แสดงความบริสุทธิ์ใจต่อสังคม เนื่องจากทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตกเป็นจำเลยสังคมออนไลน์ไปแล้ว ส่วนบาดแผลผู้เสียชีวิตที่มีบาดแผลคล้ายมีด ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนกล่าวว่าไม่ได้ใช้มีดใช้เพียงสันของจอบตีเท่านั้น
"เรื่องนี้กรรมการสิทธิมนุษยชนจะได้ให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย เพราะผู้ต้องหาทั้ง 2 ยอมรับว่าวันก่อเหตุได้ดื่มทั้งเบียร์และไวน์เป็นไปได้ว่าผู้ต้องหาอาจจะอยู่ในอาการมึนเมาจึงอาจจำเหตุการณ์ได้ไม่หมด ซึ่งต้องเข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย จากการมาดูในพื้นที่เพื่อดูว่าผู้ต้องหาได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการดูแลคดีนี้หรือไม่ พบว่าตำรวจได้พยามยามทำให้ครบถ้วนกระบวนการยุติธรรม แต่ผู้ต้องหาทั้ง 2 ไม่รู้ว่าจะต้องมีทนายความด้วย ในเรื่องนี้จึงต้องมีการปรับปรุงในส่วนของทนายความที่จะเข้ามาดูแลคดีด้วย"นายปริญญา กล่าว
นายปริญญา กล่าวอีกว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 ติดใจในส่วนของล่ามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้นั้นเป็นชาวโรฮิงญา ซึ่งผู้ต้องหาเป็นชาวยะไข่และกลัวว่าจะไม่ได้รับยุติธรรม คณะกรรมการจะได้นำเรื่องนี้แจ้งแก่ตำรวจเพื่อปรับเปลี่ยนและการลงมาในครั้งนี้คณะกรรมการสิทธิฯไม่ได้มาชี้ว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก แต่มาเพื่อฟังความของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะเป็นห่วงเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงได้ลงมาติดตามเรื่องนี้ด้วย







