posttoday
ตุลาการภิวัตน์ในสหรัฐอเมริกา (7)

ตุลาการภิวัตน์ในสหรัฐอเมริกา (7)

07 ตุลาคม 2557

จอห์น มาร์แชล ดำรงตำแหน่งประธานศาลสูงสุดของสหรัฐยาวนานกว่า 34 ปี ร่วมสมัยกับประธานาธิบดีถึง 6 คน ได้แก่ 1) จอห์น อดัมส์ ผู้แต่งตั้งเขา 2) โธมัส เจฟเฟอร์สัน ปฏิปักษ์คนสำคัญของเขา 3) เจมส์ แมดิสัน 4) เจมส์ มอนโร 5) จอห์น ควินซี อดัมส์ และ 6) แอนดรู แจ็คสัน เขาร่วมตัดสินคดีทั้งสิ้นกว่า 1,000 คดี โดยเป็นผู้เขียนคำพิพากษาด้วยตนเองถึง 519 ฉบับ เขาคือผู้ “สถาปนา” ให้ศาลสูงสุดเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดในการตีความรัฐธรรมนูญในทุกคดีที่ต้องพิจารณาตัดสินโดยศาลระดับประเทศ ผลงานของจอห์น มาร์แชล ต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญสหรัฐไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ สิ่งที่ จอห์น มาร์แชล สร้างรอยประทับไว้ในระบบยุติธรรมของศาล ยังคงไม่มีใครลบล้างได้

จอห์น มาร์แชล ดำรงตำแหน่งประธานศาลสูงสุดของสหรัฐยาวนานกว่า 34 ปี ร่วมสมัยกับประธานาธิบดีถึง 6 คน ได้แก่ 1) จอห์น อดัมส์ ผู้แต่งตั้งเขา 2) โธมัส เจฟเฟอร์สัน ปฏิปักษ์คนสำคัญของเขา 3) เจมส์ แมดิสัน 4) เจมส์ มอนโร 5) จอห์น ควินซี อดัมส์ และ 6) แอนดรู แจ็คสัน เขาร่วมตัดสินคดีทั้งสิ้นกว่า 1,000 คดี โดยเป็นผู้เขียนคำพิพากษาด้วยตนเองถึง 519 ฉบับ เขาคือผู้ “สถาปนา” ให้ศาลสูงสุดเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดในการตีความรัฐธรรมนูญในทุกคดีที่ต้องพิจารณาตัดสินโดยศาลระดับประเทศ ผลงานของจอห์น มาร์แชล ต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญสหรัฐไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ สิ่งที่ จอห์น มาร์แชล สร้างรอยประทับไว้ในระบบยุติธรรมของศาล ยังคงไม่มีใครลบล้างได้

นอกจากความรู้ความสามารถอันสูงในด้านกฎหมายและด้วยประสบการณ์อันสูงยิ่ง ทั้งทางการเมือง การปกครอง กฎหมายและการบริหารแล้ว ความสำเร็จของจอห์น มาร์แชล ยังประกอบด้วยอีก 2 ปัจจัยที่สำคัญ

ประการแรก คือการปฏิรูปวิธีการทำงานของศาลสูงสุด แต่เดิมศาลสูงสุดสหรัฐภายใต้การนำของประธานศาลสูงสุด 3 คนก่อนหน้านั้น ใช้วิธีการประกาศผลการตัดสิน โดยประกาศแยกความเห็นของตุลาการแต่ละท่าน ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ยังใช้อยู่เรื่อยมาในอังกฤษและออสเตรเลีย (เรียกว่าเป็นความเห็นแบบ “Seriatim”) จอห์น มาร์แชล ได้เปลี่ยนวิธีปฏิบัติใช้วิธีหาฉันทามติ (Consensus) แล้วประกาศเพียงความเห็นเดียว (Singie Opinion) เพื่อให้คำพิพากษามีความชัดเจน ตัดปัญหาการโต้แย้งเพื่อให้เกิดผลดีในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลต่อไป

ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ารับตำแหน่งในปี พ.ศ. 2344 ในคดีระหว่าง “ทาลบ็อตกับซีแมน” มาร์แชลก็เริ่มใช้วิธีประกาศ “ความเห็นของศาล” (The Opinion of the Court) เป็นความเห็นเดียวแทนที่จะให้ตุลาการแต่ละคนเขียนความเห็นของตนแยกกัน ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติของอังกฤษ

ประธานาธิบดี โรมัส เจฟเฟอร์สัน ซึ่งเป็นปรปักษ์ของมาร์แชล ไม่ชอบวิธีการนี้อย่างมาก เจฟเฟอร์สันเขียนจดหมายถึงตุลาการศาลสูงสุดร่วมคณะของมาร์แชล คือ วิลเลียม จอห์นสัน เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2345 ประณามวิธีการของมาร์แชลว่า ทำให้สาธารณชนไม่สามารถรับรู้ว่า คำพิพากษาที่ประกาศออกมาเป็น “เอกฉันท์” จริงหรือไม่ และยังเป็นการปกป้องไม่ให้สาธารณชนรับรู้ว่าผู้พิพากษาคนใด เป็นคน “ขี้เกียจ จ๋อง หรือไร้ความสามารถ”(the lazy, the modest & the incompetent.)

ที่จริงเมื่อ จอห์น มาร์แชล เข้ารับตำแหน่งนั้น เขามีเวลาทำงานกับประธานาธิบดี จอห์น อดัมส์ ที่เป็นผู้เสนอแต่งตั้งเขาเพียงไม่กี่วัน จอห์น อดัมส์ ก็พ้นหน้าที่ไป ขณะที่ผู้มารับตำแหน่งสืบต่อมาคือ โรมัส เจฟเฟอร์สัน ซึ่งได้รับเลือกตั้ง 2 สมัย จึงดำรงตำแหน่งถึง 8 ปีเต็ม ในช่วง 8 ปีแรกที่มาร์แชลทำหน้าที่ประธานศาลสูงสุด เจฟเฟอร์สันมีโอกาสเสนอแต่งตั้งตุลาการศาลสูงสุดเข้าไปแทนตำแหน่งที่ว่างถึง 3 คน เพื่อหวังเข้าไปคานหรือค้านจอห์น มาร์แชล ช่วงนั้นคณะตุลาการศาลสูงสุดมีเพียง 5 คนเท่านั้น การที่เจฟเฟอร์สันมีโอกาสแต่งตั้ง “คนของตัว” หรือ “คนที่ตัวเลือก” ถึง 3 คน จึงน่าจะ “ขัดขวาง” จอห์น มาร์แชล ได้ แต่ก็ทำไม่ได้ ตุลาการ 3 ท่านที่เจฟเฟอร์สัน เสนอแต่งตั้งคือ วิลเลียม จอห์นสัน บร็อคโฮลสท์ ลิฟวิงสตัน และโธมัส ทอดด์ แต่ทุกคนกลับไปเป็นฝ่ายมาร์แชลทั้งหมด

ช่วง 4 ปีแรกของการทำหน้าที่ ซึ่งก็เป็นช่วงที่เจฟเฟอร์สันเป็นประธานาธิบดี และมีโอกาสแต่งตั้งวิลเลียม จอห์นสัน เข้าไปเป็นตุลาการศาลสูงสุดแล้ว ศาลสูงสุดตัดสินคดีรวม 46 คดี ทุกคดีคณะตุลาการมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ทั้งหมดในจำนวน 46 คดีนี้ มาร์แชลเข้าร่วมพิจารณารวม 42 คดี และเขาเป็นผู้เขียนคำพิพากษาด้วยตนเองทั้ง 42 คดี!

จดหมายที่เจฟเฟอร์สันเขียนไปถึง วิลเลียม จอห์นสัน นั้น วิลเลียม จอห์นสัน ได้ตอบในไม่ช้าว่า หลังจากเขาได้เข้ารับหน้าที่ไม่นาน เขาได้เสนอความเห็นแย้ง แต่หลังจากนั้นจนตลอดเรื่อยมาเขา “จะได้รับการ ‘อบรม’ โดยมาร์แชลอย่างต่อเนื่องในเรื่องความไร้มารยาทของผู้พิพากษาที่ขัดแย้งซึ่งกันและกัน และเรื่องการเสื่อมเสียชื่อเสียงกรณีศาลอุทธรณ์เวอร์จิเนียถูกทำให้เสียหาย เพราะพฤติการณ์เช่นนี้เป็นต้น ผมจึงต้องปรับตัวตามกระแส”

ความสามารถในการสร้าง “ฉันทามติ” หรือมติเอกฉันท์ นอกจากความรู้ความสามารถในทางกฎหมายและทักษะอันสูงในทางการบริหารแล้ว จอห์น มาร์แชล ยังมีปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือความมี “ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง” และ “เสน่ห์” ในตัวอย่างสูง

มาร์แชลเป็นคนอารมณ์ดีและมีอารมณ์ขันมาตั้งแต่เด็กจนตลอดชีวิต มีสติปัญญาและปฏิภาณไหวพริบอันว่องไว และมีความสามารถสูงในการทำให้คนสามัคคีกัน ความจริงใจและทำหน้าที่จริงจังแต่มีเสน่ห์ สามารถทำให้คนสนใจฟัง ความเห็นของเขาแสดงความเป็น “มืออาชีพ” เสมอ เขาสามารถจับประเด็นสำคัญแห่งคดีและแง่มุมกฎหมายออกมานำเสนอได้อย่างเฉียบคม ทำให้สามารถโน้มน้าวเพื่อนตุลาการร่วมคณะได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญเขามีประสบการณ์อันโชกโชน ทั้งเป็นนักรบในกองทัพ ทนายผู้มีชื่อเสียง นักการเมืองผู้มีตำแหน่งสูง และเคยร่วมงานกับบุคคลสำคัญระดับ “บิดรผู้ให้กำเนิด” ของชาติสหรัฐมาหลายคน ทำให้เขามีวิสัยทัศน์อันคมชัดและยาวไกล สามารถมองอนาคตได้อย่างแม่นยำ โดยทั้งหลายทั้งปวงล้วนมุ่งสู่การสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่ ทำให้เขาสามารถใช้วิจารณญาณได้อย่างยอดเยี่ยม ตัดสินคดีได้อย่างเฉียบคมและลุ่มลึก และสามารถทำให้คนคล้อยตามได้มาก

ด้วยบุคลิกภาพ ภาวะผู้นำ ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์และเสน่ห์ในตัว ทำให้มาร์แชลสามารถหลอมรวมหัวใจของศาลให้เป็นหนึ่งเดียวได้อย่างดี น้อยครั้งที่มีการโต้แย้งกัน ทุกปีศาลสูงสุดจะปฏิบัติการในวอชิงตันเพียง 2 เดือน ในช่วงเดือน ก.พ.มี.ค. อีก 6 เดือนจะทำหน้าที่ “ศาลจร” ไปตามรัฐต่างๆ จอห์นสันจะพักอยู่ที่บ้านริชมอนด์เป็นหลัก เมื่อถึงฤดูเข้าปฏิบัติหน้าที่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทุกคนจะพักในบ้านพักหลังเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะกับบุคคลภายนอกและให้มีเวลาประชุมปรึกษาคดีกันอย่างเต็มที่ คดีส่วนมากสามารถตัดสินได้ในเวลาเป็นวัน มาร์แชลมักจะมีไวน์ชั้นเยี่ยมจากเกาะมาไดรามาให้เพื่อนตุลาการได้ลิ้มลอง

แน่นอนมาร์แชลมิได้ตัดสินโดยถูกต้องและเป็นที่ยอมรับของคณะตุลาการทุกคดี ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งกว่า 34 ปี ในการพิจารณาคดีกว่าพันคดีมีอยู่ 8 คดีที่มาร์แชลเริ่มต้นโดยอยู่ในกลุ่มเสียงข้างน้อยและมีเพียงคดีเดียวที่มาร์แชลเป็นฝ่ายแพ้ คือคดีระหว่างออกเดนกับซอนเดอร์ส เมื่อปี 2370 แม้จะมี “ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง” แต่มาร์แชลจะไม่ดึงดันให้ทุกคนยอมตามในทุกกรณีและทุกถ้อยคำ แม้เขาจะเป็นอย่างที่โอลิเวอร์ วอลคอตต์ เพื่อร่วมงานของเขาในรัฐบาลจอห์น อดัมส์ ได้กล่าวว่า มาร์แชลสามารถ “นำความคิดของเขาเข้าไปอยู่ในใจของคนรอบข้างได้โดยคนเหล่านั้นไม่รู้ตัว” และจะคอยปรับทัศนะจนบรรลุ “ฉันทามติ” ได้เสมอ

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด