
หนี้สินและภัยแล้ง ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย
นิวยอร์ก ไทมส์ สื่อชื่อดังของสหรัฐ รายงานเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ว่า หนี้ภาคครัวเรือนและปัญหาภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงภาวะวิกฤต และสร้างความยากลำบากให้รัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ
นิวยอร์ก ไทมส์ สื่อชื่อดังของสหรัฐ รายงานเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ว่า หนี้ภาคครัวเรือนและปัญหาภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงภาวะวิกฤต และสร้างความยากลำบากให้รัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ
รายงานระบุว่า ขณะนี้ไทยกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจหลายประการ ได้แก่ อัตราหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ภาคการส่งออกยังคงที่ และจำนวนของนักท่องเที่ยวก็ลดต่ำลงกว่าปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีสัญญาณว่าอาจเกิดการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่ลดลงทั่วทั้งประเทศ
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดความยากลำบากแก่รัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจคือ อัตราหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และสัญญาณของการขาดแคลนน้ำทั่วทั้งประเทศ ส่วนประชากรกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดว่าจะกระทบกับปัญหาดังกล่าวโดยตรงคือ ประชากรภาคการเกษตร เนื่องจากประชากรกลุ่มนี้มีจำนวนมากถึง 7 ล้านครัวเรือน และเป็นประชากรกลุ่มที่มีฐานะยากจน
รายงานอ้างถึงข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งระบุว่า ชาวนาเป็นกลุ่มคนที่มีหนี้สูงที่สุด โดยหนี้ภาคครัวเรือนทั้งหมดในไตรมาส 2 อยู่ที่ 10 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั้งนี้ อมรา ศรีพยัคฆ์ อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. เตือนว่า ภาระหนี้เหล่านี้อาจฉุดให้การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนลดต่ำลงอย่างมาก และทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศด้วย
สำหรับปัญหาขาดแคลนน้ำในปีนี้เป็นผลมาจากฝนตกน้อย นอกจากนี้ นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ยังกล่าวด้วยว่า ปัญหาขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้นในปีนี้เป็นผลมาจากการตัดสินใจของรัฐบาลชุดก่อนที่ปล่อยน้ำในเขื่อนมากเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2011
นอกจากนี้ รายงานยังอ้างถึงคำพูดของ เกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล หัวหน้าสำนักจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานเชียงใหม่ ซึ่งแสดงความเห็นว่า ปัญหาน้ำได้กลายเป็น “สงครามน้ำ” ระหว่างบรรดาโรงแรมและผู้อยู่อาศัยในเมือง โรงงานในภาคอุตสาหกรรม กับชาวนาในต่างจังหวัด
รายงานอ้างชาวนารายหนึ่งในเชียงใหม่ ยืนยันว่า สงครามน้ำระหว่างเมืองกับชนบทมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นจริง โดยชาวนารายดังกล่าวให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ยอมปล่อยน้ำออกจากเขื่อนเพื่อให้ชาวนามีน้ำใช้เพาะปลูก ชาวนาจะออกมาประท้วง ชาวนาเหล่านี้เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ผันน้ำไปให้กับพื้นที่ในเมืองมากเกินไป นอกจากนี้ทางการไทยยังได้ออกมาเตือนให้ชาวนาระวังการทำนาในรอบที่ 2 ของปี เพราะอาจเกิดภาวะขาดแคลนน้ำได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวนาโดยตรง เพราะทำให้ชาวนาไม่สามารถทำการเกษตรได้
รายงานระบุปิดท้ายถึงสัญญาณเตือนของภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มจะตกต่ำลงว่า โรงรับจำนำเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตขึ้นทั้งในเมืองเล็กและเมืองใหญ่ โดยนิวยอร์ก ไทมส์ อ้างถึงการเกิดขึ้นของโรงรับจำนำ 4 แห่งใน จ.เชียงใหม่ เมื่อปีที่แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะมีโรงรับจำนำเกิดขึ้นอีกจำนวนมากในปีนี้ นอกจากนี้ลูกค้าของโรงรับจำนำเหล่านี้ก็ไม่ได้มีเพียงชาวนาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้าราชการชั้นผู้น้อย ซึ่งมีเงินเดือนไม่มากด้วย







