posttoday
ประเทศไทยได้อะไรจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน?

ประเทศไทยได้อะไรจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน?

07 ตุลาคม 2557

หากจะกล่าวถึงคำว่า “กองทุนพลังงาน” ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะนึกถึงการเก็บเงินเพิ่มจากราคาน้ำมันขายปลีกที่เราจำเป็นต้องใช้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เสมือนว่าเป็นการเก็บภาษีทางตรงจากการใช้น้ำมันของประชาชน ทั้งๆ ที่ราคาน้ำมันก็แพงอยู่แล้ว แต่ทำไมต้องเก็บเงินเพิ่ม เก็บไปทำอะไร แล้วเราหรือส่วนรวมระดับประเทศจะได้อะไรจากการเก็บเงินเข้ากองทุนพลังงาน

หากจะกล่าวถึงคำว่า “กองทุนพลังงาน” ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะนึกถึงการเก็บเงินเพิ่มจากราคาน้ำมันขายปลีกที่เราจำเป็นต้องใช้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เสมือนว่าเป็นการเก็บภาษีทางตรงจากการใช้น้ำมันของประชาชน ทั้งๆ ที่ราคาน้ำมันก็แพงอยู่แล้ว แต่ทำไมต้องเก็บเงินเพิ่ม เก็บไปทำอะไร แล้วเราหรือส่วนรวมระดับประเทศจะได้อะไรจากการเก็บเงินเข้ากองทุนพลังงาน

คำถามเหล่านี้ ถูกขยายความกังขา ตั้งข้อสงสัยให้เพิ่มขึ้น...

วันนี้ ผมจะพยายามอธิบายเพื่อคลี่คลายข้อสงสัยเหล่านี้ และจะมาตอบคำถามให้เข้าใจตรงกันนะครับ

เบื้องต้นจะขอเล่าถึงการเก็บเงินเข้ากองทุน โดยกระทรวงพลังงานได้มีการเก็บเงินเข้า 2 กองทุน คือ

1.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่จัดขึ้นตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ได้รับอำนาจจาก พ.ร.ก.ป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และ

2.กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จัดขึ้นตาม พ.ร.บ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535

สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ต้องนับเป็น “กองทุนพี่” ที่นอกจากจะเกิดมาก่อน ปัจจุบันยังเก็บมากกว่า (เก็บอัตราสูงสุดถึง 9.70 บาท/ลิตร ในน้ำมันขายปลีกเบนซินออกเทน 95) และแถมได้รับความสนใจมากกว่าและการกล่าวถึงในหลายๆ ครั้ง ว่ามีไว้เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ไม่ให้มีภาวะขึ้นลงเร็วนักตามภาวะราคาตลาดโลกที่ในอดีตมีการแกว่งตัวที่ค่อนข้างโลดโผน รวมทั้งทำหน้าที่เป็นแคชเชียร์ในการอุดหนุนระหว่างเชื้อเพลิงบางประเภท เช่น ก๊าซแอลพีจี ที่ส่วนใหญ่เก็บเงินจากน้ำมันเบนซินมาอุดหนุนราคาแอลพีจีสำหรับครัวเรือนและภาคขนส่ง

อีกหน้าที่สำคัญหนึ่งของกองทุนพี่นี้ก็คือ การสร้างส่วนต่างราคาให้กับน้ำมันที่มีส่วนผสมของพลังงานทดแทนประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอลและไบโอดีเซล โดยใช้หลักที่ว่ายิ่งผสมมากก็จะมีส่วนต่างที่ทำให้ราคาต่ำกว่าน้ำมันธรรมดาที่ไม่ผสมอะไรเลยมากขึ้นตามลำดับ โดยจะเห็นได้ว่า หน้าที่ทั้งหมดของกองทุนน้ำมันนี้ ถือเป็นการสร้างกลไกหลักที่จะรับประกัน และช่วยทำให้ประเทศไทยไม่ประสบภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกในอนาคต

ส่วนกองทุนพลังงานลำดับถัดไป คือ “กองทุนน้อง” หรือ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ต่อไปจะขอเรียกสั้นๆ ว่า กองทุนอนุรักษ์) ที่แม้จะไม่ค่อยได้ออกสื่อหรือเป็นที่ถกแถลงกันมากนัก กองทุนนี้จะเก็บเงินจากน้ำมันดีเซลและเบนซินในอัตรา 0.25 บาท/ลิตรเท่ากันหมด เพื่อวัตถุประสงค์ตามกฎหมายที่ต้องการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในทุกภาคส่วน

ปัจจุบันตามบัญชีกองทุนอนุรักษ์มีเงินอยู่ 3 หมื่นล้านบาท และมีประมาณการว่าในแต่ละปีจะมีเงินไหลเข้าและออกจากกองทุนประมาณปีละ 6,000-7,000 ล้านบาท

สำหรับการใช้เงินกองทุนอนุรักษ์นี้ ก็จะมีคณะกรรมการกองทุนฯ ที่โดยปกติจะมีรองนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพลังงานของชาติในระดับปลัดกระทรวง/อธิบดีอยู่หลายท่าน และมีระเบียบที่กำหนดขั้นตอนในการจัดทำแผนงานล่วงหน้าเป็นระยะๆ และแม้เมื่อกระทรวงพลังงานมีแผนแม่บทการอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี แผนงานของกองทุนก็จะถูกจัดทำให้สอดคล้องกับแผนแม่บทดังกล่าวด้วย อีกทั้งในแต่ละปีก็จะมีการจัดทำแผนงบประมาณกองทุนประจำปี จำลองขั้นตอนการกำกับการตั้งงบประมาณมาจากการจัดทำงบประมาณแผ่นดินเลยทีเดียว โดยหน่วยงานหลักในการเบิกจ่ายเงินกองทุนนี้มีสองหน่วยงาน คือ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ซึ่งทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการกองทุนด้วยอีกหน้าที่หนึ่ง

ผลงานของกองทุนอนุรักษ์ที่อยู่ในระดับเหรียญทอง คือการขับเคลื่อนงานด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ผ่านกลไก “เครื่องมือทางการเงิน” ในหลายรูปแบบ เช่น โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) โครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงาน (ESCO Fund) ที่ส่งเสริมให้เกิดการร่วมลงทุนระหว่างบริษัทจัดการพลังงาน หรือ ESCO กับเจ้าของโรงงาน/อาคารที่ประสงค์และมุ่งมั่นที่จะประหยัดพลังงานหรือพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การสนับสนุนแบบให้เปล่าบางส่วน สำหรับอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและเทคโนโลยีพลังงานทดแทนบางประเภท

ที่โด่งดังและถือเป็นหน้าตาของกองทุนอนุรักษ์เลยก็คือ เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียฟาร์มและโรงงานต่างๆ เทคโนโลยีน้ำร้อนและอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทำมาต่อเนื่องยาวนาน รวมทั้งการทดลองการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนเพื่อการผลิตไฟฟ้า (หรือ Adder) ที่ในระยะแรกได้จัดแบบให้มีการประมูลว่าใครขอ Adder น้อยที่สุดจะได้รับการสนับสนุน ซึ่งในครั้งนั้น (ราวปี 2543) ผมจำได้ว่ามีแต่โครงการประเภทชีวมวลที่ได้รับการสนับสนุนในอัตราการสนับสนุนเฉลี่ย 29 สต./หน่วย เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเงินสนับสนุนได้ใช้จากกองทุนอนุรักษ์พลังงานนี่แหละครับ

สำหรับผลงานด้านการช่วยเหลือ “ผู้ด้อยโอกาส” ทางพลังงาน กองทุนอนุรักษ์พลังงานได้สนับสนุนการจัดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดจิ๋ว (<20kw) หลายแห่ง และสนับสนุนการทดลองนำระบบไฟฟ้าจากแผงแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน (PV Rooftop) รวมทั้งสนับสนุนงบด้าน “พลังงานชุมชน” ในหลายๆ โครงการที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมมากมาย เช่น ระบบไบโอแก๊สครัวเรือน ระบบสูบน้ำแสงอาทิตย์ และเตาชีวมวลหลากหลายรูปแบบ เป็นต้น

ส่วนผลงานที่ไม่ประสบความสำเร็จก็มีแทรกอยู่บ้าง เช่น โครงการคูปอง 2,000 บาท หรือการพัฒนาเตา Gasifier แบบ 3Stages ที่พัฒนามานมนานก็ยังไม่เวิร์ก หรืองานวิจัยแบตเตอรี่ Vanadium Redox Flow ที่มีหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ สอบถามข้อมูลมามากมาย เป็นต้น งานที่ไม่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ ก็มีการตรวจสอบตามระเบียบราชการทุกประการ

นอกจากงานเชิงส่งเสริมเทคโนโลยีแล้ว กองทุนอนุรักษ์ยังเป็นแหล่งทุนหลักในการพัฒนาคนและองค์ความรู้ด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในประเทศ ผ่านการให้ทุนการศึกษา ทุนสนับสนุนงานวิจัย การสนับสนุนการจัดตั้งวิทยาลัยด้านพลังงาน ที่ดังๆ ในอดีต ได้แก่ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) และวิทยาลัยพลังงานทดแทน มหาวิทยาลัยนเรศวร (SERT) รวมทั้งโครงการประเภทอบรมผู้รับผิดชอบพลังงานตาม พ.ร.บ. และหลักสูตรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จนนับไม่ถ้วน

ส่วนงานด้านประชาสัมพันธ์และเผยแพร่การสร้างกระแสอนุรักษ์พลังงานในวงกว้างนั้น หลายท่านคงจำโครงการประชาสัมพันธ์ที่โด่งดังของกระทรวงพลังงานได้ เช่น “พลังงานหาร 2” ที่เน้นมอตโต้ว่า “คิดก่อนใช้” เพื่อกระตุกให้สังคมไทยฉุกคิดเรื่องการใช้พลังงานอย่างประหยัด หรือแม้แต่แคมเปญ “อะไรๆ ก็โทษแก๊สโซฮอล์” ที่รณรงค์ต้านกระแสลบของความไม่เชื่อมั่นในน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ที่ตอนนั้นสังคมไทยยก “แก๊สโซฮอล์” เป็นจำเลย ไม่เว้นแม้แต่ว่าลูกสอบตกก็โทษแก๊สโซฮอล์ ที่เล่ามายังไม่รวมถึงโครงการสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย เช่น โครงการ Thailand Energy Awards และโครงการ ASEAN Energy Awards ที่ทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผ่านกลยุทธ์การแข่งขันและเชิดชูเกียรติผู้ที่อนุรักษ์พลังงานยอดเยี่ยมของไทยในระดับอาเซียนให้เป็นที่รู้จักในสังคม

ผมเชื่อว่าการมีกองทุนอนุรักษ์นี้มีประโยชน์และสร้างผลงานเชิงประจักษ์มากมายให้กับสังคมไทย เพราะประเทศไทยมีนวัตกรรมเชิงนโยบายที่เป็นเชิงรุกด้านการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทนที่ก้าวหน้ามาก ชนิดที่ว่ามีไม่กี่ประเทศในโลกที่มีกลไกที่เป็นรูปธรรมเช่นเดียวกับเราเลยทีเดียว ผมและพี่ๆ หลายท่านจาก พพ. ก็ได้รับเชิญไปบรรยายมาทั่วโลก

ล่าสุดก็เคยได้ต้อนรับคณะของประเทศอินโดนีเซียที่กำลังจะขยับจัดตั้งกลไกกองทุนคล้ายเรา ทั้งกองทุนน้ำมันและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเข้าใจว่าจะจัดตั้งควบคู่กับการทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศอีกด้วย

ผมอยากขอเชิญชวนให้คนไทยทุกคนร่วมกันภาคภูมิใจกับการมีกองทุนพลังงานทั้ง 2 กองทุน ที่ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญบริหารงานเพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนด้านพลังงานครับ...

ขอให้เชื่อมั่น และมั่นใจว่าเราเดินมาในเส้นทางที่ถูกต้องแล้วครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท