
ถอนถอนคลุมเครือ"สัญญาณคืนความสุข"
ความปรารถนาดีของคสช.ที่ไม่อยากเห็นความขัดแย้ง อาจเป็นการสร้างความขัดแย้งในอีกรูปแบบหนึ่ง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ยังไม่ทันที่ร่างพระราชบัญญัติจะเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แบบเต็มทุกช่องทาง ก็มีเรื่องสร้างความปวดหัวให้สนช.โดยที่ไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไรเสียแล้ว หลังจากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอำนาจของสนช.ในเรื่อง “การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง”
ความคืบหน้าในเรื่องนี้มีเพียงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งเรื่องการถอดถอน ‘นิคม ไวยรัชพานิช’ อดีตประธานวุฒิสภา และ ‘สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์’ อดีตประธานรัฐสภา ในข้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสว.โดยมิชอบ คืนมายังสนช.จากเดิมที่สนช.ส่งเรื่องกลับมาให้ป.ป.ช.ก่อนหน้านี้
ทันทีที่เผือกร้อนถูกส่งกลับจากป.ป.ช.ส่งผลให้สนช.เกิดภาวะระส่ำระสายพอสมควร เพราะได้เกิดความเห็นแตกต่างกันอย่างรุนแรง
สนช.ฝ่ายหนึ่งคิดว่าตัวเองไม่มีอำนาจดำเนินการเรื่องนี้ได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ได้บัญญัติเรื่องการถอดถอนเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แม้ว่าสนช.จะได้อนุมัติข้อบังคับการประชุมสนช.ที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนบุคคลไว้ก็ตาม แต่ความผิดของนิคมและสมศักดิ์เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ2550 ซึ่งไม่มีผลบังคับใช้แล้ว จึงทำให้การถอดถอนด้วยข้อหาไม่อาจดำเนินการได้
ขณะที่ อีกฝ่ายเห็นว่าสนช.ทำได้100% ด้วยเหตุที่ในเมื่อสนช.มีสถานะเทียบเท่าสส.และสว. ย่อมหมายความว่าสนช.สามารถใช้อำนาจสว.ในส่วนของการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งได้เช่นกัน
ปัญหานี้แม้แต่คณะกรรมาธิการสามัญกิจการสนช. (วิปสนช.) ก็ยังออกมายอมรับว่าไม่รู้ว่าจะหาทางออกให้กับเรื่องนี้อย่างไร ดังจะเห็นได้จากการแสดงความเห็นของนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิปสนช.
“วิปสนช. คงไม่มีมติเด็ดขาดออกมาว่า จะดำเนินการถอดถอนได้หรือไม่ คงทำแค่ให้ความเห็นประกอบทางกฎหมายเท่านั้น เพื่อส่งให้ที่ประชุมสนช.ชุดใหญ่ลงมติตัดสินใจต่อไป ขณะนี้เสียงของสนช.ยังแบ่งเป็นสองฝ่าย ซึ่งฝ่ายที่เห็นว่า สนช.ไม่สามารถถอดถอนได้ก็มีอยู่จำนวนมากเหมือนกัน”
ไม่ต่างอะไรกับผู้นำสนช.และหนึ่งในคณะผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวอย่าง ‘พรเพชร วิชิตชลชัย’ ประธานสนช. ก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าสนช.มีอำนาจถอดถอนอดีตประธานสภาทั้งสองคนได้หรือไม่ แม้จะยืนยันว่าสนช.มีอำนาจเทียบเท่าสว.ก็ตาม
“ยืนยันว่า สนช.มีอำนาจเหมือนวุฒิสภา ตามมาตรา 6 รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี2557 แต่การดำเนินการหรือไม่ต้องดูเหตุผลในสำนวนของป.ป.ช. ที่ส่งมาให้ สนช.พิจารณา”ท่าทีจากประธานสนช.
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีหลายฝ่ายเสนอทางออกด้วยการให้สนช.จัดประชุมเพื่อลงมติตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 5 เพื่อให้สนช.ชี้ขาดว่าตัวเองมีอำนาจหรือไม่ เพื่อจะได้จบปัญหา แต่ก็มีเสียงท้วงติงเช่นกันว่าสนช.จะจัดประชุมเพื่อขอมติในเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ เนื่องจากสนช.เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในฐานะเป็นผู้ต้องพิจารณาคดีนี้ โดยหากสนช.ไปดำเนินการลักษณะดังกล่าวจะทำให้สนช.ถูกดูแคลนได้ว่า “ชงเองกินเอง”
ดังนั้น จึงมีการพูดถึงทางออกอีกทางหนึ่งและน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด คือ การให้สนช.ยื่นเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญมาตครา 5 ที่กำหนดไว้สังเขปว่า “ในกรณีที่มีปัญหานอกวงงานของสนช. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา หรือ ศาลปกครองสูง จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้”
โดยวิธีการนี้เป็นวิธีการที่ทั้งประธานสนช.และวิปสนช.ก็กำลังให้ความสนใจอยู่เช่นกัน และมีความเป็นไปได้สูงที่สนช.จะเลือกวิธีการนี้ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นหลังพิงให้สนช.ได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยป้องกันไม่ให้ใครมากล่าวหาสนช.ได้ว่า เพียงแต่สนช.ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงเช่นกัน
กล่าวคือ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สนช.มีอำนาจถอดถอนในคดีนี้ได้ก็ดีไป สนช.สามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้ทันที แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นหมายความว่าสนช.ย่อมไม่อาจแตะต้องเรื่องนี้ได้อีก ซึ่งนั่นจะรวมไปถึงคดีถอดถอนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าว และ อดีตสส.ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสว.ด้วย
ทั้งนี้ ถ้ามองย้อนกลับไปถึงสาเหตุของความไม่ชัดเจนในเรื่องอำนาจการถอดถอนที่เห็นและเป็นอยู่ในเวลานี้แล้ว ต้องบอกว่า “คณะรักษาความแห่งชาติ” (คสช.) เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นกัน
คสช. เป็นผู้ถืออำนาจรัฎฐาธิปัตย์ และ ผู้จัดทำรัฐธรรมนูญชั่วคราวพ.ศ.2557 และเป็นผู้ถืออำนาจสูงสุดของประเทศ แต่เหตุใดคสช.ถึงไม่ใช้อำนาจที่ตัวเองเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ตั้งแต่แรก
เช่น ถ้าคสช.ไม่ต้องการให้สนช.ทำหน้าที่พิจารณากฎหมายและให้ความเห็นชอบกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเท่านั้น ก็ควรบัญญัติถ้อยคำไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อขัดเส้นอำนาจของสนช. หรือ ถ้าคสช.อยากให้สนช.มีอำนาจเทียบเท่าสส.และสว.โดยสมบูรณ์โดยเฉพาะการถอดถอน ก็ควรระบุในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนลงไปว่าให้สนช.มีอำนาจถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทั้งในส่วนคดีที่ป.ป.ช.ได้มีความเห็นไปแล้วและคดีที่ป.ป.ช.กำลังพิจารณาไต่สวน
ถ้าคสช.ดำเนินการให้ชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่งเสียตั้งแต่ต้นจะได้ไม่ต้องมีใครมาตั้งประเด็นโต้แย้ง แต่เมื่อความคาราคาซังดำเนินมาจนถึงในปัจจุบัน จึงทำให้เกิดสมมติฐานที่น่าสนใจว่าความไม่ชัดเจนในเรื่องการถอดถอนที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณสร้างความปรองดองอย่างหนึ่งหรือไม่
การเมืองว่าด้วยการถอดถอนในบริบทนี้มีความแตกต่างจากสถานการณ์ปกติพอสมควร เพราะหากใครถูกถอดถอนในช่วงนี้ ย่อมหมายถึงการจบชีวิตทางการเมืองด้วย โดยอย่าลืมว่าการปฏิรูปประเทศครั้งนี้มีแนวโน้มว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะใช้แนวทางแบบสุดซอยด้วยการห้ามไม่ให้ผู้ที่เคยถูกถอดถอนกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีก
ตรงนี้เองอาจเป็นผลให้คสช.ไม่กล้าจะหักด้ามพร้าด้วยเข่าผ่านการถอดถอน แต่เลือกที่จะบริหารความขัดแย้งเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกับเครือข่ายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยตรง เพราะไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง
แต่ความปรารถนาดีของคสช.ที่ไม่อยากเห็นความขัดแย้ง อาจเป็นการสร้างความขัดแย้งในอีกรูปแบบหนึ่งที่ตัวเองไม่รู้ตัวก็เป็นได้







