posttoday
ลุยไฟเปิดสัมปทานแบ่งเค้กปิโตรเลียม

ลุยไฟเปิดสัมปทานแบ่งเค้กปิโตรเลียม

07 ตุลาคม 2557

“ณรงค์ชัย” เดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ต.ค.นี้ 29 แปลง

“ณรงค์ชัย” เดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ต.ค.นี้ 29 แปลง

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ จะออกประกาศเชิญชวนให้เอกชนยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ครั้งที่ 21 เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว โดยจะเปิดสัมปทาน 29 แปลง ทั้งบนบกและในทะเล

ขณะที่สัมปทานปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2565 จะพยายามหาข้อสรุปให้ได้ภายในปีนี้ ขณะนี้กำลังเจรจาผลประโยชน์ตอบแทนให้เพิ่มขึ้น

แหล่งข่าวเผยว่า พื้นที่ปิโตรเลียมที่จะเปิดสัมปทาน 29 แปลง ประกอบไปด้วยแปลงสำรวจบนบก 2-3 แปลง เป็นภาคเหนือและภาคกลาง 7 แปลง เช่น สุโขทัย พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ ฯลฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 แปลง เช่น อุบลราชธานี นครราชสีมา ขอนแก่น หนองบัวลำภู ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อุดรธานี สกลนคร ฯลฯ พื้นที่ทะเลในอ่าวไทยอีก 6 แปลง ห่างจากฝั่ง 200 กม. ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบแนวจากคณะกรรมการปิโตรเลียมแล้ว

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการคัดค้านอย่างหนักแน่ เพราะมีความเห็นต่างในเรื่องผลประโยชน์ที่รัฐพึงได้ และการผูกขาดสัมปทานจากยักษ์ใหญ่พร้อมจะเสนอ รมว.พลังงาน และนำไปสู่การประกาศราชกิจจานุเบกษา ก่อนที่จะออกประกาศเชิญชวนให้ยื่นขอสัมปทานฯ ซึ่งจะให้เวลาผู้ที่สนใจ มาพิจารณาแปลงสำรวจในเรื่องเทคนิคก่อน และเปิดให้ยื่นขอสำรวจจริงได้อีก3 เดือนข้างหน้า

ด้านนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กล่าวาถึง สถานการณ์ ก๊าซธรรมชาติของประเทศว่า แม้ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ฉบับปรับปรุงครั้งที่3 มีเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า จากปัจจุบัน 67%เหลือ 58% ก็ตามแต่ในระยะยาวยังจำเป็นต้องจัดหาแหล่งก๊าซฯใหม่รองรับความต้องการใช้เนื่องจากปริมาณสำรองก๊าซฯในอ่าวไทยจะเริ่มทยอยหมดในอีก 68 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)จากต่างประเทศ

ทั้งนี้ได้มีการตั้งสมมุติฐานของแผนจัดหาก๊าซฯและการใช้ก๊าซฯ โดยกรณีที่สัมปทานปิโตรเลียมเดิมสามารถผลิตได้ต่อเนื่อง สัดส่วนการนำเข้าแอลเอ็นจีจะสูงถึง 85% ของปริมาณการใช้ก๊าซฯภายในปี 2573 โดยจะผลิตได้เองเพียง 15% เท่านั้นดังนั้นสัดส่วนการใช้ก๊าซฯผลิตไฟก็จะสูงกว่า 4,000ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันและเมื่อรวมกับความต้องการภาคอุตสาหกรรมก็จะสูง 6,000-7,000ล้านลบ.ฟุต/วัน

ขณะเดียวกันเมื่อต้องนำเข้าก๊าซฯเป็นส่วนใหญ่ จะทำปี 2563-2564 โรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 1 ซึ่งต้องใช้ก๊าซฯป้อนเข้าโรงแยก 2,760ล้านลบ.ฟุต/วันไม่มีก๊าซฯอ่าวไทยป้อนได้เพียงพอ และจะทำให้ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)เริ่มขาดแคลน สิ่งที่น่าห่วงคือแอลเอ็นจี นำเข้าไม่มีคุณสมบัติเหมือนก๊าซอ่าวไทยในการผลิตปิโตรเคมีได้ ดังนั้นแอลพีจีก็จะไม่พอป้อนโรงงานปิโตรเคมีจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย

นอกจากนี้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือ สัมปทานปิโตรเลียมเดิมไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง ปริมาณสำรองก๊าซฯที่ที่พิสูจน์ทราบแล้ว 8.4 ล้านล้านลบ.ฟุต/วัน จะถูกใช้หมดภายใน 6 ปี บนพื้นฐานของการผลิตที่ระดับ 4,000 ล้านลบ.ฟุต/วัน เมื่อรวมกับปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ ซึ่งความน่าจะเป็น ที่จะพบในสัดส่วน 50% จะใช้หมดใน 8 ปี จะทำให้ไทยต้องนำเข้าแอลเอ็นจี 100% และท้ายสุดจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้ เนื่องจากแอลเอ็นจีมีราคาที่แพงกว่าก๊าซฯในอ่าวไทย ขณะเดียวกันการผลิตแอลพีจี จะไม่เหลือ โดยคาดการณ์ว่าการนำเข้าแอลเอ็นจี 100% ในอนาคตจะต้องเพิ่มการก่อสร้างคลังแอลเอ็นจี อีก 68 แห่ง เพื่อรองรับการนำเข้าปีละ 40-50 ล้านตัน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน