
ประยุทธ์ ทัวร์นอก เสริมรัฐบาลแกร่ง
หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ยึดอำนาจและเข้ามาจัดการปัญหาภายในประเทศได้ระดับหนึ่งแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องออกนอกประเทศเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาล
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า แม้ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ มักจะยืนยันว่าการเข้ามาบริหารประเทศในครั้งนี้เป็นไปด้วยเจตนาที่ดี แต่อย่าลืมว่ากระบวนการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนผ่านตามกระบวนการประชาธิปไตย ทำให้ภาพพจน์และภาพลักษณ์ของรัฐบาลอาจจะไม่สู้ดีนัก ภายใต้ข้อกังขาว่ารัฐบาลทหารจะอยู่ในอำนาจนานเท่าไหร่
ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ กิจการต่างประเทศจึงเป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากคำแถลงนโยบายรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
“ในระยะเร่งด่วนรัฐบาลให้ความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมการเมือง และความมั่นคงอาเซียนในกิจการ 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการชายแดน การสร้างความมั่นคงทางทะเล การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การสร้างความไว้วางใจกับประเทศเพื่อนบ้าน และการเสริมสร้างศักยภาพในการปฏิบัติการทางทหารร่วมกันของอาเซียน
เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศบนหลักการที่ว่า นโยบายการต่างประเทศเป็นส่วนประกอบสำคัญของนโยบายองค์รวมทั้งหมดในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าในด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม โดยจะนำกลไกทางการทูตแบบบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม”
สำหรับประเทศแรกที่นายกฯ ของไทยเตรียมเดินทางไปถึง คือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ในระหว่างวันที่ 9-10 ต.ค. ตามคำเชิญของรัฐบาลพม่า
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมเข้าพบและหารือกับ พล.อ.เต็งเส่ง ประธานาธิบดีพม่า ในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม พร้อมแนะนำตัวในฐานะนายกฯ หลังได้รับตำแหน่ง ซึ่งเป็นไปตามธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติภายหลังประเทศไทยมีรัฐบาลอย่างเป็นทางการ
พม่านับเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดกับไทย ผนวกกับในปี 2558 ที่จะเปิดประตูสู่ประชาคมอาเซียน พม่าเตรียมรับหน้าที่ประธานอาเซียน จึงถือเป็นโอกาสดีที่ไทยจะสานต่อความร่วมมือในงานด้านต่างๆ หลังต้องจมปลักเพราะพิษปัญหาการเมืองมานานนับ 10 ปี
ทว่าการเยือนครั้งนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อวาระของการพูดคุยกันของผู้นำทั้งสองประเทศส่วนใหญ่จะหนักไปในเรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเดินหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรมที่ได้ร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ได้เกิดสะดุดไปบ้างตามช่วงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศไทย ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลสูญหายไปพอสมควร จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้พัฒนาโครงการดังกล่าวให้เกิดเป็นรูปธรรม
นอกเหนือไปจากภูมิภาคอาเซียนแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะเหินฟ้าไปร่วมประชุมในเวทีต่างประเทศบนแผ่นดินยุโรปด้วย อย่าง การประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียยุโรป หรืออาเซม ที่จัดขึ้นที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 1617 ต.ค.นี้
การไปยุโรปครั้งนี้ของนายกฯ ไทยมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ที่ลักเซมเบิร์ก เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีมติระงับการเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการเพื่อตอบโต้การเข้ายึดอำนาจของกองทัพไทย จนกว่าไทยจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ตามคิว พล.อ.ประยุทธ์จะทำการชี้แจงและทำความเข้าใจต่อที่ประชุมถึงสถานการณ์ภายในไทย รวมไปถึงทำความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. และการันตีว่าไทยจะคืนกลับสู่ประชาธิปไตยในปี 2558
โดยรัฐบาลตั้งความหวังไว้ว่าการเดินทางเยือนต่างประเทศในครั้งนี้ จะช่วยให้รัฐบาลไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์โลกล้อมประเทศไทยในระยะยาว เพื่อจะได้ทุ่มสมาธิกับการปฏิรูปประเทศ
มีมุมมองจาก ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ในฐานะอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศของนายกฯ ว่า นายกฯ ของไทยในบริบทนี้ต่างกับอดีตที่ผ่านมาเนื่องจากมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการรัฐประหาร ซึ่งอาจทำให้ชาติตะวันตกมีเงื่อนไข แต่คิดว่าการเดินทางดังกล่าวจะทำให้ภาพพจน์ของประเทศไทยกลับมาปกติอีกครั้ง เนื่องจากได้รับการยอมรับ และเป็นฐานให้ประเทศไทยสามารถสร้างความเป็นที่ยอมรับกับประเทศอื่นๆ
ปณิธาน วิเคราะห์อีกว่า ส่วนการเดินทางไปในภูมิภาคอาเซียน จะช่วยให้ชาติอาเซียนด้วยกันช่วยสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศ และที่สำคัญเวลานี้แรงกดดันจากต่างประเทศยังมีไม่มากนัก ดังนั้นไทยน่าจะได้ประโยชน์พอสมควรจากการเดินทางไปสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของนายกฯ
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองในทำนองเดียวกันว่า การเยือนพม่าเป็นประเทศแรกมีความสำคัญ 2 ส่วน 1.ความมั่นคง เนื่องจากชายแดนสองประเทศมีปัญหา ยาเสพติด แรงงาน ชนกลุ่มน้อย ซึ่งเวทีนี้จะช่วยให้ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง 2.เศรษฐกิจ เพื่อสร้างความร่วมมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย หลังชะลอตัวอยู่เพราะหากเดินหน้าต่อไปได้ จะเป็นผลดีทั้งในเรื่องการค้า การลงทุน และระบบขนส่ง
ส่วนการเข้าร่วมประชุมอาเซม สมชายประเมินว่า “เป็นผลดีมากกว่าเสีย เพราะไปแสดงตัวภายหลังเกิดรัฐประหาร รวมทั้งจะได้ชี้แจงเรียกคืนความเชื่อมั่นทางการเมืองของไทยต่อสายตานานาประเทศ ซึ่งต้องเข้าใจว่าต่างชาติไม่ค่อยพอใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเห็นเป็นวิธีการล้าหลัง”
ทั้งหมดจึงเป็นงานท้าทาย พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ได้หมดลงแล้ว และจากนี้ไปไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดพลาดอีก
ถ้าความสำเร็จเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมจนสร้างประโยชน์ที่ดีให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็คงไม่อาจหาข้ออ้างมากล่าวร้ายรัฐบาลได้อีก แต่หากเป็นตรงกันข้าม รัฐบาลคงไม่อาจหนีความรับผิดชอบไปได้







