posttoday
ถึงเวลา...เหลียวแลเอสเอ็มอี

ถึงเวลา...เหลียวแลเอสเอ็มอี

06 ตุลาคม 2557

แม้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะใจชื้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

แม้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะใจชื้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยกระดับให้การแก้ไขปัญหาของเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ และดึงเอาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ไปอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี จากเดิมที่อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยคาดหวังว่าการดำเนินการเช่นนี้จะทำให้การส่งเสริมเอสเอ็มอีทำได้อย่างครอบคลุมและแก้ปัญหาได้อย่างบูรณาการครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

จำนวนหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ที่เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ อันเป็นผลกระทบจากการทยอยปิดกิจการของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่ไม่สามารถทนทานต่อผลกระทบทางการเมืองที่ต่อเนื่องยาวนานมากว่า 5 ปีได้ ปัญหาของเอสเอ็มอีคือการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ยิ่งหนี้เสียเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ การเข้มงวดของสถาบันการเงินก็จะมากขึ้นเท่านั้น

จนถึงปัจจุบัน ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของเอสเอ็มอียังไม่มีอะไรใหม่ นอกจากการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันเงินกู้ให้เอสเอ็มอี โดยร่วมกับ 19 สถาบันการเงิน แต่ก็ยังคงเป็นเอสเอ็มอีหน้าเดิมที่ขอให้ บสย.กู้ได้ รายเล็กรายย่อยก็ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนอยู่ดี

การยกเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล ยังไม่มีการดำเนินการอะไรเป็นรูปธรรม รัฐบาลระดมสรรพกำลังไปหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ และมาตรการฉีดเงินสู่รากหญ้าคลอดออกมาเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ไปรัฐบาลคงจะต้องรอผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และดำเนินนโยบายด้านอื่นต่อไป

ปัญหาของเอสเอ็มอีเป็นเรื่องที่รอไม่ได้อีกต่อไป สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) ทำการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยที่มีกว่า 2.78 ล้านราย เป็นขนาดเล็ก (เอส) สูงถึง 2.7 ล้านราย ที่เหลือเป็นขนาดกลาง (เอ็ม) และขนาดใหญ่ (อี) ซึ่งการส่งเสริมจากภาครัฐกระจุกตัวอยู่ที่เอสเอ็มอีในกลุ่มขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่มีสัดส่วนจ้างงานไม่ถึง 20% ของธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วประเทศก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 11.7 ล้านคน คิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานทั้งหมดทั้งประเทศ

ที่สำคัญเอสเอ็มอีที่อยู่รอดได้จะเป็นเอสเอ็มอีขนาดกลางขึ้นไป นั่นหมายถึงเอสเอ็มอีขนาดเล็กควรจะต้องปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของตัวเองขึ้นมาให้ดียิ่งขึ้น ไม่เช่นนั้นโอกาสจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนจะริบหรี่ลงไปอีก

การมี บสย.ช่วยค้ำประกันสินเชื่อได้เพียงปีละ 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ไม่เพียงพอกับสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ปัจจุบันมี 4 ล้านล้านบาท เพราะแค่คิดว่าสินเชื่อขยายตัวปีละ 10%วงเงินก็สูงถึง 3 แสนล้านบาทแล้ว จึงต้องหาทางช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีเองได้มากขึ้น โดยหาทางอำนวยความสะดวกให้ธนาคารในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่ไม่สูญเสียต้นทุนมากเกินไป เนื่องจากกระบวนการอนุมัติสินเชื่อเอสเอ็มอีต้องใช้เจ้าหน้าที่สินเชื่อจำนวนมาก และใช้เวลามากในการวิเคราะห์สินเชื่อทำให้ต้นทุนการอนุมัติไม่คุ้มกับวงเงินสินเชื่อที่ปล่อยกู้

ความสำคัญของธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 4.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และเป็นรากฐานการผลิตวัตถุดิบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่นอีกหลายอย่าง การสร้างงานมากมาย หากเอสเอ็มอีล้มเท่ากับห่วงโซ่ทางธุรกิจได้หายไปด้วย

ระหว่างที่รัฐบาลยังไม่มีการยกเรื่องเอสเอ็มอีขึ้นมาพิจารณา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พยายามช่วยต่ออายุให้ผู้ประกอบการอยู่ต่อไปให้นานที่สุด สิ่งที่ ธปท.ได้ดำเนินการ คือ ขอให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยดูค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเรียกเก็บจากเอสเอ็มอี เพื่อลดภาระให้ผู้ประกอบการ รอให้เอสเอ็มอีทำมาค้าขายได้ก่อนค่อยไปคิด เช่น ค่าธรรมเนียมขอใช้สินเชื่อ ค่าปรับจากการไถ่ถอนหนี้เดิมก่อนกำหนด ค่าธรรมเนียมใช้บริการธุรกรรมหน้าเคาน์เตอร์เกิน 5 รายการ เป็นต้น

ส่วนการเก็บข้อมูลเอสเอ็มอี ธปท.ก็กำลังดำเนินการจัดทำศูนย์ข้อมูลสินเชื่อเอสเอ็มอีขึ้นมา และให้ธนาคารพาณิชย์ส่งข้อมูลการอนุมัติสินเชื่อเอสเอ็มอีให้ ธปท.มาระยะหนึ่งแล้ว ปัจจุบันธนาคารต้องส่งข้อมูลลูกค้าเอสเอ็มอีที่อนุมัติเงินกู้ตั้งแต่ 20 ล้านบาท พร้อมระบุชื่อ และประเภทลูกค้าเพื่อรายงาน ธปท.ทุกเดือน และจะต้องส่งรายชื่อลูกค้าเอสเอ็มอีทุกรายให้ ธปท.ในปี 2558

การคาดการณ์อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ ธปท.ระบุว่ามีความเสี่ยงอาจจะโตต่ำกว่า 1.5% และการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมก็ลดลงตามการบริโภคและส่งออก ทำให้น่าเป็นห่วงเอสเอ็มอีมากยิ่งขึ้นไปอีก

ดังนั้น หลังจากแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นแล้ว ถึงคิวของเอสเอ็มอีที่รัฐบาลต้องหันมาใส่ใจให้มากขึ้นและออกตัวให้เร็วกว่านี้ ยิ่งช้าก็จะยิ่งแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอีอย่างบูรณาการแม้จะไม่ง่ายแต่ก็ดีกว่าที่จะปล่อยไว้เช่นนี้ และยิ่งแก้ปัญหาช้าเท่าไหร่ ระหว่างนี้ก็จะมีเอสเอ็มอีทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหวพากันเลิกกิจการเพิ่มขึ้นอีก จะส่งผลเสียต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ

หากเอสเอ็มอีเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งมีการจ้างงานกว่า 11.7 ล้านคน คิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานทั้งหมดทั้งประเทศ การพยุงเอสเอ็มอีให้เดินหน้าต่อไปได้ ก็เท่ากับช่วยเพิ่มการบริโภคในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยด้วย จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ถ้ายังปล่อยให้เอสเอ็มอีเผชิญมรสุมเศรษฐกิจตามยถากรรม สุดท้ายกว่าจะให้เอสเอ็มอีฟื้นตัวมาช่วยทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งกลายเป็นต้องใช้เวลาแก้ไขอีกนาน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท