posttoday
มาตรการแคชบาลานซ์กับความร้อนของตลาดหุ้นไทย

มาตรการแคชบาลานซ์กับความร้อนของตลาดหุ้นไทย

06 ตุลาคม 2557

ณ เวลานี้ มาตรการแคชบาลานซ์น่าจะเป็นที่รู้จักและกล่าวขวัญถึงในหมู่นักลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะต้องคอยตามลุ้นกันทุกวันศุกร์ โดยเมื่อใดที่หุ้นที่เราสนใจเป็นพิเศษโดนประกาศว่าติดมาตรการแคชบาลานซ์แล้ว แต่ละคนก็จะต้องยั้งๆ มือกันโดยถ้วนหน้า ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ วันนี้เราจะคุยกันถึงเรื่องนี้กัน

ณ เวลานี้ มาตรการแคชบาลานซ์น่าจะเป็นที่รู้จักและกล่าวขวัญถึงในหมู่นักลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะต้องคอยตามลุ้นกันทุกวันศุกร์ โดยเมื่อใดที่หุ้นที่เราสนใจเป็นพิเศษโดนประกาศว่าติดมาตรการแคชบาลานซ์แล้ว แต่ละคนก็จะต้องยั้งๆ มือกันโดยถ้วนหน้า ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ วันนี้เราจะคุยกันถึงเรื่องนี้กัน

ในโลกของการลงทุนอาจมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่เป็นนักปั่นประจำตลาด กล่าวได้ว่าปั่นกันจนนับไม่ถ้วนว่ากี่รอบแล้ว ทำให้ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ต้องคอยออกมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมเรื่องเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ดีกรีความร้อนแรงพุ่งขึ้นสูสีกับการเมือง เดี๋ยวเมืองไทยของเรามันจะร้อนไปหมด

ถ้าสืบสาวราวเรื่องกันแล้ว เราจะพบว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีความพยายามในการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดหุ้นไทย โดยได้ดำเนินการออกมาตรการเพื่อควบคุมการซื้อขายหลักทรัพย์ให้เป็นปกติมาตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งเราเรียกกันว่าห้ามเน็ต ซึ่งหมายถึงการสั่งห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ในลักษณะหักกลบราคาค่าซื้อกับราคาค่าขายหลักทรัพย์เดียวกันในวันเดียวกัน (Net Settlement)

รวมถึงมาตรการการห้ามสมาชิกให้ลูกค้ากู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Margin Trading) โดยมาตรการดังกล่าวสามารถใช้ได้ผล จนกระทั่งนักลงทุนที่ชาญฉลาดก็ค้นพบช่องโหว่ของมาตรการเข้าจนได้ เลยทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าว แล้วออกมาตรการใหม่ในการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายผิดไปจากสภาพปกติของตลาด ที่เรียกว่ามาตรการแคชบาลานซ์ (Cash Balance) ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2551 เป็นต้นมา

ตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้นจะทำการประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายเป็นรายสัปดาห์กันเลยทีเดียว ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์โดยพิจารณาจากรายชื่อหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือบ่อยใน Turnover List ของสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ อัตราการซื้อขายหมุนเวียน อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E ratio) โดยถ้าเป็นใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญ หรือวอร์แรนต์นั้น ก็จะพิจารณาอัตราความยากในการใช้สิทธิประกอบด้วย ซึ่งมาตรการนี้กำหนดไว้ว่า หากหลักทรัพย์ใดถูกประกาศว่าติดมาตรการแคชบาลานซ์แล้ว จะมีผลในวันทำการถัดไปทันที จึงส่งผลให้นักลงทุนที่ต้องการซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าว จำเป็นต้องวางเงินสดเต็มจำนวนล่วงหน้าแทนวงเงินการซื้อขาย เรียกได้ว่าคนรวยคนจนเสียเครดิตโดยเท่าเทียมกัน

ดังนั้น นักลงทุนที่โดยปกติแล้วจะลงทุนกันด้วยบัญชีมาร์จิ้น ก็จะไม่สามารถเทรดหุ้นนั้นแบบซื้อง่ายขายคล่องได้อย่างแต่ก่อน อีกทั้งอาจไม่คุ้มค่ากับการเสี่ยงที่จะวางเงินสดถึง 100% เนื่องจากอาจเผชิญผลขาดทุนแล้วสูญเงินสำรองของตนอีกด้วย ซึ่งแต่เดิมแคชบาลานซ์นี้จะมีผลอยู่ 3 รอบระยะเวลา หรือ 3 สัปดาห์ แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนเป็น 6 สัปดาห์ ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2556 เป็นต้นมา โดยมาตรการยังได้กำหนดอีกว่า หากรอบระยะเวลาสิ้นสุดลงแล้ว แต่หลักทรัพย์นั้นยังคงเข้าข่ายผิดปกติอยู่ ก็ต้องแคชบาลานซ์กันต่อไป จนกว่าจะหลุดพ้นนั่นเอง

จากผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผู้เขียนมีส่วนร่วมนั้น ได้ทำการศึกษาประสิทธิผลของมาตรการแคชบาลานซ์ดังกล่าว และพบว่าสำหรับหลักทรัพย์ที่เป็นขาประจำนั้น ช่วงระยะเวลา 3 สัปดาห์ที่เคยกำหนดไว้แต่เดิมเอาไม่อยู่ จำเป็นต้องกักไว้นานหน่อย เพราะถ้าให้อยู่ช่วงสั้นๆ พอปล่อยออกไปไม่นานก็กลับมาอีกแล้ว ซึ่ง 6 สัปดาห์ก็สามารถควบคุมพฤติกรรมได้ดีขึ้น แต่ก็ยังมีหลักทรัพย์บางตัวที่อาจต้องถึงขั้นขังลืมเพื่อลดความร้อนแรง

อย่างไรก็ตาม สำหรับหลักทรัพย์ที่เป็นขาจรที่เพิ่งจะติดมาตรการครั้งแรก หรือเคยถูกกักบริเวณมาไม่เกิน 3 ครั้งนั้น มาตรการเดิม 3 สัปดาห์ ก็สามารถใช้ได้ผลในการควบคุมให้หลักทรัพย์นั้นๆ เข้าสู่ภาวะปกติได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้อยู่นานถึง 6 สัปดาห์ เพราะเราพบว่าในอีกด้านหนึ่งนั้น แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถควบคุมความผันผวนและอัตราการซื้อขายหมุนเวียนของหลักทรัพย์ได้ตามเป้าประสงค์ แต่ผลตอบแทนและสภาพคล่องของหลักทรัพย์เหล่านั้นก็ลดต่ำลงอย่างมาก แม้ว่าจะออกจากมาตรการมาแล้วก็ตาม

ดังนั้น การใช้ยาแรงกับหลักทรัพย์ทุกตัวโดยไม่วินิจฉัยประวัตินั้น อาจไม่เหมาะสมเท่าใดนัก เนื่องจากน้องใหม่ที่เข้าข่ายอาจไม่ได้อาการหนักอย่างที่คิด อาจแค่เกิดจากบางเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบชั่วครั้งชั่วคราวก็เป็นได้ แต่กลับต้องโดนควบคุมไว้ถึง 6 สัปดาห์เท่ากับพวกขาประจำ เรียกได้ว่าจะจัดการให้เจ็บแล้วจำกันให้หมดเลยทีเดียว แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือนักลงทุนไทยเป็นพวกลืมง่ายและยังคงพยายามหาช่องโหว่ของมาตรการกันอยู่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท