posttoday
จีนต้องพึ่งฮ่องกงเมื่อเซี่ยงไฮ้ยังไม่แกร่งพอ

จีนต้องพึ่งฮ่องกงเมื่อเซี่ยงไฮ้ยังไม่แกร่งพอ

06 ตุลาคม 2557

สถานการณ์การประท้วงในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่ฮ่องกงกลับสู่อ้อมกอดของจีนเมื่อปี 1997

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

สถานการณ์การประท้วงในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่ฮ่องกงกลับสู่อ้อมกอดของจีนเมื่อปี 1997 กำลังกลายเป็นปัญหาคาใจว่า เหตุใดจีนจึงไม่ยอมปล่อยให้ฮ่องกงมีการเลือกตั้งอย่างอิสระ ถึงกระนั้นก็ยังไม่ยอมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเข้าสลายการชุมนุม แต่กลับปล่อยให้ยืดเยื้อมานานได้นานถึง 2 สัปดาห์แล้ว

สาเหตุของการชุมนุมแสดงพลังของชาวฮ่องกงในครั้งนี้ มีที่มาจากที่รัฐบาลจีนไม่ยอมปล่อยให้ชาวฮ่องกงสามารถเลือกผู้บริหารเขตบริหารพิเศษแห่งนี้ได้อย่างอิสระ โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นคนที่รัฐบาลปักกิ่งรับรองเท่านั้น

และเหตุที่จีนต้องกระชับอิทธิพลในฮ่องกงไว้ ก็เนื่องจากมีสถานะความเป็น “ประตูสู่แดนมังกร” ตั้งแต่ช่วงที่จีนยังไม่เปิดประเทศ โดยเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างบริษัทจีนที่ต้องการระดมทุนกับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้าลงทุนในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก

เขตบริหารพิเศษแห่งนี้จึงสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนเป็นอย่างมากที่สุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เคยประเมินว่าในปี 1997 ซึ่งเป็นปีที่จีนกลับมาปกครองฮ่องกงอีกครั้ง ฮ่องกงมีส่วนช่วยขยายตัวของเศรษฐกิจแผ่นดินใหญ่สูงถึง 16% เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันฮ่องกงไม่ได้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเทียบเท่ากับในอดีต โดยเหลือความสำคัญสำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเพียง 3% เท่านั้น ในปี 2013

นอกจากนี้ รัฐบาลปักกิ่งพยายามลดบทบาทของความเป็น “ศูนย์กลางทางการเงินโลก” ของฮ่องกงที่ปกครองยาก ด้วยการพัฒนาเซี่ยงไฮ้ที่อยู่ภายใต้การปกครองของปักกิ่งอย่างเต็มรูปแบบให้ขึ้นมาแทนที่

ถึงกระนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานะความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเซี่ยงไฮ้ยังตามหลังฮ่องกงอยู่หลายก้าว จากประสบการณ์ที่ฮ่องกงทำหน้าที่ในฐานะประตูสู่แดนมังกรมาอย่างยาวนาน

ยืนยันได้จากการเปรียบเทียบเม็ดเงินในตลาดหลักทรัพย์ของทั้งสองแห่งในปัจจุบัน ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 2 หมื่นจุด ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตกลับอยู่ที่ระดับ 2,000 กว่าเท่านั้น หรือกล่าวในอีกแง่หนึ่งคือตลาดหุ้นฮ่องกงใหญ่กว่าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ถึง 10 เท่า

นอกจากนี้ บริษัทต่างชาติยังให้ความเชื่อในการเข้ามาลงทุนในฮ่องกงมากกว่าเซี่ยงไฮ้อย่างแน่นอน เพราะเหตุที่ฮ่องกงมีการปกครองที่อิสระกว่าเซี่ยงไฮ้ มิหนำซ้ำยังมีระบบกฎหมายที่เป็นสากลและกฎเกณฑ์ในการทำธุรกิจที่ผ่อนคลายกว่ามาก

ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าว ในปัจจุบันฮ่องกงจึงยังมีคงสถานะความเป็นศูนย์กลางทางการเงินโลกไว้ได้อย่างภาคภูมิ แม้รัฐบาลกรุงปักกิ่งอาจไม่พอใจนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าประตูสู่จีนแห่งนี้ยังคงความแข็งแกร่งอยู่มาก

นอกจากนี้ ความเป็นศูนย์กลางทางการเงินโลกของฮ่องกง ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสถานะของสกุลเงินหยวนให้เป็นสกุลเงินสากลของโลกตามนโยบายของจีนอีกด้วย

รัฐบาลกรุงปักกิ่งจึงไม่อาจปล่อยให้ชาวฮ่องกงบริหารกันเองได้อย่างอิสระตามความต้องการของกลุ่มผู้ประท้วง โดยจีนจำเป็นต้องควบคุมด้านนโยบายการบริหารไว้ อย่างน้อยก็ต้องมั่นใจว่า นโยบายบริหารของฮ่องกงจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลกลางที่ปักกิ่ง

อย่างไรก็ดี รัฐบาลจีนกลับไม่สามารถดำเนินมาตรการจัดการกับม็อบฮ่องกงได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากการเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในฮ่องกงจะกลายเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของกิจการต่างชาติ ซึ่งเท่ากับจีนกำลัง “ทุบหม้อข้าวตนเอง”

รัฐบาลแผ่นดินใหญ่จึงเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังมากต่อสถานการณ์ในฮ่องกง และปล่อยให้รัฐบาลท้องถิ่นฮ่องกงเป็นผู้จัดการกับปัญหาดังกล่าวด้วยตนเอง

สะท้อนได้จากถ้อยแถลงของ หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนระหว่างเข้าพบ จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ว่า จีนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลท้องถิ่นฮ่องกงสามารถจัดการกับการชุมนุมได้ โดยรัฐบาลจีนไม่ต้องเข้าแทรกแซง

ถึงกระนั้น รัฐมนตรีต่างประเทศแดนมังกรก็ย้ำว่า ปัญหาฮ่องกงเป็นปัญหาภายในของจีน และต่างชาติไม่ควรเข้ามาแทรกแซง ซึ่งแสดงให้เห็นมุมมองของจีนต่อปัญหาฮ่องกงในอีกแง่หนึ่งว่า รัฐบาลจีนมีนโยบายให้ความสำคัญกับ “อธิปไตย” และ “ความเป็นปึกแผ่น” เหนือสิ่งอื่นใด

ดังนั้น หากมองผ่านกรอบแว่นด้านการเมืองและความมั่นคง หากรัฐบาลแผ่นดินใหญ่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วง กรณีฮ่องกงอาจกลายเป็น “ฮ่องกงโมเดล” ในการเรียกร้องการปกครองตนเอง

ทั้งนี้ สังคมจีนเป็นสังคมที่มีความหลายหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ถึงแม้ว่าชนชาติฮั่นซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศจะมีสัดส่วนถึง 90% ของประชากรทั้งหมด ทว่าจีนยังประกอบด้วยชนกลุ่มน้อยอีกถึง55 ชาติพันธุ์

บางชาติพันธุ์อย่างชาวอุยกูร์ ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และชาวทิเบต ในเขตปกครองตนเองทิเบต ก็กระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการเอกราชจากจีน

รัฐบาลแผ่นดินใหญ่จึงกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า หากปล่อยให้ผู้ชุมนุมได้สิทธิในการเลือกตั้งอย่างแท้จริง ผลกระทบจะไม่จำกัดวงอยู่เฉพาะในเขตปกครองพิเศษฮ่องกงเท่านั้น แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลให้แผ่นดินจีนต้องแตกเป็นเสี่ยงๆ ในอนาคต

ดังนั้น รัฐบาลจีนอยู่ในฐานะที่ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ต่อสถานการณ์ในฮ่องกง จะใช้ไม้แข็งก็เท่ากับทุบหม้อข้าวการลงทุนของตนเอง ทว่าจะปล่อยฮ่องกงให้มีประชาธิปไตยก็เกรงจะทำจีนระส่ำระสายทั้งประเทศ ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลปักกิ่งทำได้ตอนนี้คือใช้กลยุทธ์ “นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว” รอให้ม็อบฮ่องกงสลายไปเอง

เพราะตบมือข้างเดียวไม่ดังแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท