
ฮ่องกงปฏิวัติ
เป็นภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เมื่อนักเรียน นักศึกษา จำนวนมากลุกขึ้นยืนกลางย่านธุรกิจสำคัญของฮ่องกง
เป็นภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เมื่อนักเรียน นักศึกษา จำนวนมากลุกขึ้นยืนกลางย่านธุรกิจสำคัญของฮ่องกง เพื่อต่อต้านอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วยการขอสิทธิในการเลือกผู้ว่าเขตปกครองพิเศษด้วยตัวเอง แทนการถูกจัดสรรจากรัฐบาลปักกิ่งเหมือนที่ผ่านมา
ปัจจุบัน ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการเงินโลก รายได้ต่อหัวประชากรมากกว่าสหรัฐอเมริกา และยังมากกว่าไทยถึง 5 เท่า รวมถึงมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือแม้กระทั่งเข้าเฟซบุ๊ก ต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เฟซบุ๊กยังถูกรัฐบาลควบคุมการใช้งาน ซึ่งปัจจุบันถึงแม้จีนจะนิยามตัวเองให้เป็นศูนย์กลางการเงินของโลกเหมือนกับฮ่องกง แต่การแสดงความคิดเห็นต่างกลับไม่ได้รับการอนุญาต
ก้าวย่างสำคัญของการต่อสู้ครั้งนี้บนเกาะฮ่องกง คือ เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากที่เป็นตัวปลุกให้คนออกมาร่วมกันสู้ เพื่อหวังจะเปลี่ยนแปลงพื้นที่ของเกาะแห่งนี้ให้เป็นพื้นที่ที่ได้รับการมีส่วนร่วม ไม่ใช่ให้จีนส่งคนมาชี้ทิศทางเขาเพียงอย่างเดียว
มีคนกล่าวไว้ว่า ยิ่งคนหนุ่มสาวเข้าร่วมมากเท่าไร ผลลัพธ์ของการแสดงพลังก็มีโอกาสจะประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น เพราะในอีกไม่ช้าไม่นาน คนรุ่นนี้จะเติบโตขึ้นเป็นอนาคตที่แท้จริงของประเทศ ขณะที่วัยทำงานมีแต่จะแก่ตัวลง และมุ่งสร้างความมั่นคงให้กับตัวเอง หรือให้กับครอบครัวเมื่อถึงวัยเกษียณแทน
ยิ่งคนรุ่นใหม่เหล่านี้ถูกหลอมจากระบบการศึกษาที่สอนให้คิด วิเคราะห์อย่างเต็มที่ ก็ทำให้เด็กๆ พวกนี้รู้สึกว่า พวกเขานี่แหละที่จะเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของฮ่องกงได้
ระหว่างการชุมนุมประท้วงกลางย่านเศรษฐกิจ เราจึงได้เห็นการนั่งทำการบ้านกลางถนน หรือการหยิบตำรามานั่งอ่าน และการเปิดคลิปการสอนของครู แทนการสอนที่โรงเรียน เนื่องจากคุณครูบอยคอตการสอนหนึ่งอาทิตย์ เพื่อให้นักเรียนเข้าร่วมชุมนุม
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ใหญ่อีกจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วย โดยอ้างเหตุผลไปถึงปัญหาเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น หากการชุมนุมยืดเยื้อ หรือบางคนมองไปถึงขั้นสำนึกบุญคุณพรรคคอมมิวนิสต์จีนแผ่นดินใหญ่ ที่อุปถัมภ์ค้ำชูฮ่องกงมาตลอด จนตามมาด้วยคำพูดที่ใช้ดูถูกดูแคลนเด็กรุ่นใหม่ที่ออกมายืนชุมนุมแถวหน้า ล้วนมีนัยดูถูกดูแคลนว่าเด็กเหล่านี้อ่อนต่อโลก หรือฟันไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เกิดไม่ทันยุคที่อังกฤษยังปกครองฮ่องกงทั้งสิ้น
ที่น่าสนใจคือ นโยบายของจีนช่วง 2 ปีหลังที่ผ่านมา พยายามจะเปลี่ยนฮ่องกงให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น โดยยึดอัตลักษณ์ความเป็นเชื้อชาติเผ่าพันธุ์เดียวกัน รวมถึงให้ความสำคัญกับผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในฐานะผู้มีส่วนสำคัญในการทำให้จีนเป็นเช่นวันนี้
การพยายามหลอมรวมในรูปแบบที่คลาสสิกที่สุดปรากฏผ่านแบบเรียนประวัติศาสตร์ของจีน ที่คณะผู้บริหารเกาะฮ่องกงได้รับนโยบายมาจากรัฐบาลปักกิ่งว่า เด็กนักเรียนทุกคนในเกาะจะต้องเรียนแบบเรียนเล่มนี้ เช่นเดียวกับคนจีนทุกคน แต่กลับกลายเป็นว่าเรื่องเล็กๆ อย่างแบบเรียน กลับกลายเป็นปลุกให้เด็กนักเรียนนับหมื่นออกมาชุมนุมประท้วง จนในที่สุดทางการฮ่องกงต้องยอมถอย
สถานการณ์ดังกล่าวแจ้งเกิด “โจชัว หว่อง” ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 15 ปี ให้ขึ้นมาเป็นผู้นำแบบ “สันติวิธี” ครั้งแรก ท่ามกลางการโจมตีจากสื่อมวลชนจีนว่า โจชัว เป็นนอมินีให้กับสหรัฐอเมริกา จนวันนี้ โจชัว กลายมาเป็นแถวหน้า ในฐานะผู้นำประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฮ่องกงในวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น จนกลายเป็นผู้นำการชุมนุมที่มีอายุน้อยมากที่สุดในโลก
จนถึงขณะนี้เรายังไม่มีทางล่วงรู้ได้ว่า อนาคตของสิ่งที่เรียกว่า “การปฏิวัติร่ม” ครั้งนี้จะจบลงแบบใด เพราะธรรมชาติของการชุมนุมทางการเมืองทั่วโลก ผู้เล่นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ทุกวัน ตัวแปรและผลลัพธ์ก็สามารถเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ และการชุมนุมที่บริสุทธิ์ก็สามารถเปลี่ยนเป็นการชุมนุมที่สกปรกหรือเป็นขบวนการก่อการร้ายได้ทันที หากมีความผิดพลาด เมื่อผู้นำม็อบไม่สามารถคุมผู้ชุมนุมนับหมื่นที่มาจากร้อยพ่อพันแม่ให้อยู่ในกติกาได้
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การชุมนุมครั้งนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แล้วที่คนจำนวนมหาศาลออกมาสู้กับมหาอำนาจตลอดกาล และพลังที่น่าจะเกิดขึ้นผ่านการชุมนุมครั้งนี้ ก็คือการสั่นสะเทือนไปยังอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลกที่ “กลไกประชาธิปไตย” ซึ่งหมายรวมถึงการไร้ระบบตรวจสอบถ่วงดุล การคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจไม่เป็นธรรม รวมถึงกดขี่คนในประเทศยังคงไม่สมบูรณ์
เพราะเจตจำนงที่ต้องการเสรีภาพนั้น เป็นสัญลักษณ์สำคัญของการต่อสู้ทั่วโลก ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสะท้อนชัดว่า ไม่มีอำนาจเผด็จการใดที่จะอยู่ได้ค้ำฟ้า
แม้ที่สุดแล้ว การปฏิวัติประชาชนครั้งนี้อาจไม่ประสบความสำเร็จ 100% แต่แค่ได้จุดประกายนับหนึ่งให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้เห็นศักยภาพของคนเจเนอเรชั่นตัวเองว่าสามารถเปลี่ยนโลกได้ และทำให้คนรุ่นเก่าเลิกดูถูกเด็กหนุ่มสาวเหล่านี้ว่าปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ก็ถือว่าเป็นคุณูปการอย่างมากแล้ว







