
ฟันลงตรงแสกหน้า
“ชื่อเสียงก็เหมือนเรือที่ต้องลอยไปตามคลื่นลม” คือถ้อยคำของ “ลี้คิมฮวง” เจ้าของฉายาวลี 8 คำ
“ชื่อเสียงก็เหมือนเรือที่ต้องลอยไปตามคลื่นลม”
คือถ้อยคำของ “ลี้คิมฮวง” เจ้าของฉายาวลี 8 คำ “มีดสั้นลี้น้อย มิเคยพลาดเป้า” ที่กล่าวไว้ในภาพยนตร์เรื่อง “ฤทธิ์มีดสั้น” สร้างโดยบริษัท ชอว์บราเดอร์ส เมื่อกว่าสี่สิบปีที่ผ่านมา สมัยที่ผู้เขียนกำลังย่างวัยรุ่น เคยได้ยินเรื่องราวของลี้คิมฮวงนี้มากมาย ว่าเป็นยอดบทประพันธ์ของโกวเล้ง ที่มีเรื่องราวอันเต็มไปด้วยปรัชญาและบุคลิกภาพของตัวละครที่น่าสนใจมากมาย
ผู้เขียนเป็นคนชอบสะสมซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ ว่างๆ ก็มาฉายดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างภาพยนตร์จีนคลาสสิกเรื่องนี้ก็ดูเป็นรอบที่ 3 แล้ว เพราะชอบปรัชญาซึ่งก็คือ “คำคม” ในเรื่อง ถ้าเป็นผู้ชายก็จะชอบคำกล่าวที่ว่า “ข้าพเจ้าไม่ชอบดื่มเหล้า แต่ชอบบรรยากาศในการดื่มเหล้า” หรือ “เหล้าดีนั้นหาดื่มง่าย แต่เพื่อนดีที่ร่วมดื่มนั้นหายาก” ซึ่งก็แสดงว่าพระเอกในเรื่องนี้เป็นคนชอบดื่ม
ถ้าเป็นผู้หญิงก็น่าจะชอบคำโต้ตอบของลี้คิมฮวงกับแม่นางหลิน (ที่นัยว่ามีความชอบพอซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้เป็นคู่รักกัน) ในฉากที่ลิ้มคิมฮวงกำลังต้องออกไปสู้เพื่อตัดสินว่าใครจะเป็นอันดับ 1 ในยุทธจักร ลี้คิมฮวงเปรยขึ้นว่า “ทำไมนะ ทุกครั้งที่เราเจอกัน ต้องมีหิมะโปรยปราย” แม่นางหลินมองอย่างซาบซึ้งแล้วตอบว่า “อาจจะมาให้เห็นเพื่อลา หรือว่าเพื่อให้ได้พบกันอีก”
เรื่องย่อๆ ที่ดูจากภาพยนตร์ (ซึ่งอาจจะดัดแปลงมาพอสมควรจากหนังสือ) เริ่มต้นเรื่องว่าลี้คิมฮวงได้หนีจากวงการยุทธจักรไป 3 ปี เพื่อให้คนทั้งหลายได้ลืมเขา แต่ก็ยังมีเหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายต้องการที่จะโค่นล้มเขาเพื่อแย่งกันเป็นอันดับ 1 ในยุทธจักร ในเรื่องจึงมีการเดินทางเข้ามาของจอมยุทธ์ต่างๆ มากมาย แล้วก็มีการสู้รบกันตลอดทั้งเรื่อง เพื่อสุดท้ายจะได้สู้กับลี้คิมฮวง
ในเรื่องมีฉากปะทะคารมกันมากมาย ล้วนแต่เป็นปรัชญาที่ลึกซึ้ง (คือบางทีก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจ) และกินใจ (คือบางทีก็ฟังดูมีประโยชน์) อย่างในประโยคที่ยกมาไว้เป็นการเริ่มบทความนี้ ก็เป็นฉากที่ “จินบ้อเมี้ย” จอมยุทธ์วัยรุ่นที่หาญกล้ามาท้าดวลกับรุ่นพี่อย่างลี้คิมฮวงเพราะอยากมีชื่อเสียง ลี้คิมฮวงจึงให้โอวาทด้วยวาทะดังกล่าว กระทั่งจินบ้อเมี้ยเกิดบรรลุธรรม แล้วเลิกสู้รบกับลี้คิมฮวง ซึ่งในฉากจบนี้ลี้คิมฮวงถามจินบ้อเมี้ยว่า “ท่านจะไปไหน” จินบ้อเมี้ยก็ตอบว่า
“ข้าก็เหมือนเรือที่ลอยไปตามคลื่นลม คือแล้วแต่ชื่อเสียงจะพาไป”
ที่ยกภาพยนตร์เรื่องฤทธิ์มีดสั้นมาประกอบบทความนี้ ก็เพราะมีสาระที่เกี่ยวโยงกับสถานการณ์ทางการเมืองในบ้านเราในทุกวันนี้อยู่ 34 เรื่อง
เรื่องแรกเกี่ยวกับการเข้ามายึดอำนาจของ “ลี้คิมตู่” ก็เริ่มจากผู้คนได้ร้องหาจอมยุทธ์แซ่ลี้คนนี้มานานหลายปี ตั้งแต่ยุคที่แม่นางปูแดงขึ้นครองอำนาจ แล้วสังคมก็มีความวุ่นวายแตกแยก แต่ลี้คิมตู่ก็นิ่งเฉย ต่างจากลี้คิมฮวงที่เอาแต่ดื่มสุราดับทุกข์ (โดยมีการแอบนินทาว่าจอมยุทธ์บางคนไปดื่มถั่งเช่าเข้าให้แล้ว) กระทั่งลี้คิมตู่ได้สร้างปรากฏการณ์สุดเซอร์ไพรส์ ด้วยการเทียบเชิญจอมยุทธ์ 2 ฝ่ายมาเจรจากันในสโมสรกองทัพบก แล้วควบคุมตัวไป “ปรับพฤติกรรม”
เรื่องที่สอง ปรัชญาของลี้คิมตู่ก็ดูแปลกๆ คือบ้างก็ลึกซึ้ง บ้างก็ดูตื้นเขิน เป็นต้นว่า ปรัชญาในการสร้างความปรองดองก็น่าสนใจ ตั้งแต่การให้คู่ขัดแย้งมาปรับพฤติกรรม (แม้จะไม่สำเร็จ) การแต่งเพลงที่มีการโปรโมทในทุกระดับ หรือการวางตัวบุคคลในองค์กรต่างๆ เพื่อรองรับอำนาจของ คสช. แต่บางนโยบายก็ดูพิกลพิการ เช่น การจัดระเบียบสังคมที่พยายามจะจัดการกับผู้มีอิทธิพลในวงการต่างๆ ตั้งแต่หวย บ่อน รถตู้ ร่มชายหาด แผงลอย และเด็กตีกัน ก็ดูทื่อๆ ด้านๆ หรือเครื่องดับไปดื้อๆ รวมทั้งความพยายามที่จะ “ปิดปาก” ผู้คนในโลกที่แม้แต่ฟ้าก็มิอาจกั้น
เรื่องที่สาม แม้ลี้คิมตู่จะมีอำนาจสูงสุดและยึดครองทุกองคาพยพได้หมดแล้ว แต่ความวุ่นวายในยุทธภพนั้นก็ดูไม่มีจะสิ้นสุด อันเนื่องจากการ “ออกฤทธิ์” ขององคาพยพต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาเป็นฐานอำนาจให้แก่ลี้คิมตู่นั่นเอง แม้ในขณะนี้จะดูเสมือนเงียบสงบ อย่างที่บางคนที่ยังมองการเมืองแบบเก่าๆ ก็จะบอกว่านี่ยังอยู่ในระยะฮันนีมูน แต่ถ้าในภาวะเผด็จการอย่างนี้ต้องเรียกว่า “คลุมถุงชน” โดยเฉพาะเจ้าสาวคนใหม่ในชื่อ “สปช.” ที่คงจะออกลีลาดีดดิ้นในไม่ช้า
เรื่องสุดท้าย คือข้อคิดเกี่ยวกับ “ชื่อเสียง” โดยที่ลี้คิมตู่ก็คงจะต้องทำตามคำของลี้คิมฮวงที่กล่าวไว้ในประโยคต้นบทความนี้ คือคนเราไม่อาจต้านทานกระแสชื่อเสียงได้ ต้องลอยไปตามกระแสชื่อเสียงนั้น ตามแต่คลื่นลมของชื่อเสียงจะพาไป ดังคำกล่าวของลี้คิมฮวงที่เพิ่มเติมจากประโยคนั้นว่า “เราอยากจะไปบูรพามันก็พาไปประจิม เราอยากจะไปพายัพมันก็พาไปทักษิณ”
“ใครไม่อาจกำหนดชื่อเสียงด้วยตนเอง”
ขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยการแสดงความชื่นชมกับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลายๆ ท่านที่รู้จักและเคยร่วมกิจกรรมเพื่อบ้านเมืองต่างๆ มาบ้างในเวลาที่ผ่านมา ว่าที่ท่านได้ผ่านการคัดเลือกมาเป็น 1 ในจำนวน 250 คนนี้ ก็ย่อมแสดงว่าท่านต้องมี “วิทยายุทธ์” ต่างๆ พอสมควร ดั่งนี้จึงอาจนับได้ว่าท่านคือ “จอมยุทธ์” ด้วยผู้หนึ่ง สมควรที่จะต่อสู้เพื่อบ้านเมืองให้สำเร็จ
สำหรับพวกเราประชาชนก็คงจะต้องเอาใจช่วย “คสช.บราเดอร์ส” ที่กำลังจะสร้างภาพยนตร์เรื่อง “จอมยุทธ์แม่น้ำ 5 สาย” โดยเฉพาะสาย สปช.ที่พวกเราพอจะเข้าถึงและเชื่อมโยงความต้องการต่างๆ เรียกร้องเข้าไปได้บ้าง แต่ก็นั่นแหละ ในระยะเวลาอันสั้นนี้จะทำอะไรได้บ้าง
ในภาษาจอมยุทธ์แต่ละกระบวนท่าที่สู้รบกันเขาเรียกว่า “เพลง” อย่างที่ลี้คิมฮวงกล่าวแก่จินบ้อเมี้ยว่า “หากท่านไม่ชนะเราในสิบเพลง ขอท่านจงหลีกหน้าไปเสีย” ดังนี้ สปช.ก็จะมีเวลาในการออกกระบวนท่าเพียง 11 เพลง ซึ่งก็คือ 11 เดือนตามอายุของ สปช. ตามรัฐธรรมนูญนั้น
ดังนั้น เพลงแรกก็ควรที่จะ “ฟันลงตรงแสกหน้า”
แปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ว่า “ต้องลงมือฟันให้เข้าเป้าในทันที”
ทั้งนี้ เพราะบรรดาแนวคิดในการปฏิรูปนั้นมีอยู่อักโข ทำกันมาเป็นสิบๆ ปี และที่สำคัญได้ทำไว้แล้วจากทุกภาคส่วนในสังคม แม้แต่องค์กรทางศาสนา เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส เป็นเอกสารหลายร้อยเล่ม (อย่างที่ประธานคณะทำงานที่รวบรวมเรื่องนี้ของ คสช.ท่านให้สัมภาษณ์ว่า รวมแล้วมีกว่า 300 เล่ม) อีกทั้งท่านที่ได้เข้าไปเป็น สปช.หลายคนก็ทำเรื่องนั้นๆ มากับมือ
ขอท่านสมาชิก สปช.อย่าได้พะว้าพะวังกับการที่จะต้องไปคิดอะไรใหม่ “กระบี่” หรือแนวทางปฏิรูปที่ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้มอบให้ท่านไปนั้น พอเพียงแล้วที่จะเริ่มบรรเลงเป็นข้อเสนอในทันที แม้หากว่า คสช.ท่านไม่ฟัง ก็จงมาขอให้พวกเราประชาชนออกไปช่วย
เชื่อเถิด “กระบี่” ของมวลมหาประชาชนนี้ยังพร้อมในการ “กู้บ้านกู้เมือง” เสมอ







