posttoday
ขีดเส้น 1 ปี แก้ไขทุกมิติสังคม

ขีดเส้น 1 ปี แก้ไขทุกมิติสังคม

05 ตุลาคม 2557

ปัญหาสังคมเสื่อมถอยด้านคุณธรรม จริยธรรมและศีลธรรม ทั้งยังถูกห้อมล้อมไปด้วยกระแสแห่งความขัดแย้งทางการเมือง

โดย...ปริญญา ชูเลขา


ปัญหาสังคมเสื่อมถอยด้านคุณธรรม จริยธรรมและศีลธรรม ทั้งยังถูกห้อมล้อมไปด้วยกระแสแห่งความขัดแย้งทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ท้าทายความรู้ความสามารถของ “ยงยุทธ ยุทธวงศ์” รองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม อย่างยิ่ง

ในท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนต่อเรื่องการปฏิรูปประเทศเพื่อนำพาสังคมไทยให้พ้นจากวังวนความขัดแย้ง “ยงยุทธ” ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ถึงนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสังคมให้เห็นเป็นรูปธรรมในระยะเวลา 1 ปี นับจากนี้

ยงยุทธ ยืนยันว่า ทุกมิติของปัญหาสังคมต้องได้รับการแก้ไข แม้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโดยเน้นหนักไปที่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แต่สิ่งที่ต้องทำควบคู่คือด้านสังคม ซึ่งทรุดโทรมอย่างหนัก

เรื่องวิกฤตของวงการพระสงฆ์ “ยงยุทธ” ยอมรับว่า ขณะนี้มีความบกพร่องในวงการศาสนาและวงการสงฆ์ของไทยเกิดขึ้นมากมาย เพราะมีกลุ่มคนแอบแฝงตัวในผ้าเหลืองเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากเงินบริจาค จึงต้องผลักดันให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเรื่องเงินบริจาค

“รัฐบาลไม่อยากเข้าไปยุ่ง อยากให้แก้ไขปัญหากันเอง แต่เงินบริจาคจำนวนเยอะมากๆ จึงกลายเป็นแหล่งความขัดแย้ง ดังนั้นต่อไปต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเรื่องเงินบริจาค ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ”

ทั้งนี้ วัดมีเงินบริจาค ที่ดินหรือทรัพย์สินให้เช่าจำนวนเยอะมากมาย ดังนั้นเป็นหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะเป็นฝ่ายเร่งตรากฎหมายออกมา เพราะการตรวจสอบความโปร่งใสในพระพุทธศาสนาถือเป็นสิ่งสำคัญ

“เราชาวไทยพุทธเมื่อไปบริจาคเงินเข้าวัดก็ไม่อยากให้เงินหายหกตกหล่นไปที่ไหน แล้วต่อไปอีกไม่นานทางรัฐบาลจะออกกฎหมายสำคัญ เรื่องนี้จึงโยงกับภาษีมรดกหรือภาษีการให้หรือการรับสืบทอดมรดกต้องจ่ายภาษี เพราะบางครั้งคนบางกลุ่มที่เป็นคนรวย ไม่ต้องการเสียภาษี จึงเลี่ยงภาษีด้วยการไปบริจาค หรือตั้งมูลนิธิบริจาคเงินเข้าวัดเพื่อไปขอลดหย่อนภาษี ดังนั้นในแง่นี้ทางรัฐบาลเห็นว่าการบริจาคเงินต่างๆ ให้กับทางศาสนาต้องบริสุทธิ์ยุติธรรมโปร่งใสตรวจสอบได้ นี่คือสิ่งที่ต้องเคร่งครัด”

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยากสร้างค่านิยมให้คนรุ่นใหม่สนใจศาสนาให้มากขึ้น แต่ก็มีประเด็นอยู่ว่าคนรุ่นใหม่อาจจะไม่ค่อยสนใจทำตัวค่อยๆ ห่างวัดออกไป ไม่นิยมเข้าหรือถอยห่างออกไปจากพระพุทธศาสนา แต่อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าความเชื่อทางศาสนาพุทธฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย ถึงอย่างไรในที่สุดเมื่อคนอายุมากขึ้น ย่อมต้องเดินเข้าหาศาสนาในที่สุด

อีกปัญหาสังคมที่ทางรัฐบาลอยากเน้นย้ำในการทำงาน 1 ปีจากนี้ไป คือ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์กับการปฏิรูปต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วยกัน เพราะถ้าปรองดองไม่ได้ก็ปฏิรูปไม่สำเร็จ ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ต้องควบคู่กันไป

“ยงยุทธ” ยอมรับว่าในปัจจุบันความขัดแย้งอยู่ในระบบบน และเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่ด้วยกัน โดยที่เด็กหรือเยาวชนได้รับรู้ด้วย ดังนั้นในฐานะที่ดูแลนโยบายด้านสังคม จะเน้นการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ผ่านการปฏิรูปการศึกษา เพราะคิดว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม “ยงยุทธ” บอกว่า ขณะนี้โรงเรียนสาธิตหลายแห่งได้พยายามปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะการปลุกจิตสำนึกการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันแต่อยู่ร่วมกันได้ เช่น การส่งเสริมการจัดกิจกรรมการโต้วาทีขึ้นภายในโรงเรียนเป็นประจำ เพื่อสั่งสอนหรือบ่มเพาะให้นักเรียนได้กล้าแสดงออกและกล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันแต่ยังยอมรับหรืออยู่ร่วมกันได้ หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักเรียนต่างจังหวัด เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดความเห็น หรือสภาพแวดล้อมที่มาแตกต่างกันหรือภาษาถิ่นที่ใช้ต่างกันแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้

“อย่าลืมว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือ เป็นคนไทยด้วยกันแต่กลับไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ต่างคนต่างมีความคิดเห็นที่สุดโต่ง และพยายามเอาชนะคะคานกันให้ได้ 100% แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครจะได้หรือเสียสิ่งใดทั้ง 100% ต้องได้บ้างหรือเสียบ้างเป็นธรรมดา”

รองนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การบ่มเพาะความคิดการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างตั้งแต่เด็กๆ ในระดับอนุบาล ประถมหรือมัธยมศึกษา ถือว่าเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง และยั่งยืน และนี่ถือเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างแท้จริง เพราะถ้าคนสามารถยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ ย่อมไม่ต้องมาทะเลาะหรือฆ่ากัน นี่คือพื้นฐานในการสร้างประชาธิปไตย

ขณะเดียวกัน “ยงยุทธ” ยืนยันว่า นโยบายด้านสังคมไม่มีประชานิยม รัฐบาลนี้ไม่เน้นสงเคราะห์แจกของแน่นอน แม้จะมีบางนโยบายจากรัฐบาลที่ผ่านมา ได้ดำเนินการทิ้งไว้ เช่น กองทุนตั้งตัวได้ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีหรือกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แต่หากนโยบายใดดีจะต่อยอดและสานต่อ แต่ถ้าไม่ดีก็จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

“นโยบายกองทุนตั้งตัวได้ ในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี กำกับกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายไปแล้วว่า จะให้โอกาสกับกองทุนตั้งตัวได้ ได้แสดงผลการดำเนินงานให้เห็นว่าสามารถปั้นนักธุรกิจตั้งแต่วัยเยาว์ได้ เนื่องจากผ่านการทดลองโครงการได้ไม่นาน จึงควรให้โอกาสกองทุนดังกล่าวได้ตั้งตัวก่อน”

อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการปรับนโยบายเรื่องนี้เล็กน้อย แต่ยังคงจุดใหญ่ คือ การสนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาทุกระดับที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่ดี ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อนำไปลงทุนและตั้งตัว ถือว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง แต่จำเป็นต้องเน้นหนักเรื่องการตรวจสอบการให้กู้ยืมและการใช้คืน เพื่อให้เกิดความรัดกุมไม่ก่อให้เกิดหนี้เสีย

“ในภาพรวมยอมรับได้ แม้ว่าจะให้ทุนเด็ กไปร้อยทุนจะมีเจ๊งบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่ขาดทุน ตอนนี้ทางรัฐบาลขอให้กองทุนตั้งตัวได้ ทดลองเดินไปก่อน ส่วนที่ยังสะดุดในตอนนี้เพราะได้มอบหมายให้ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาข้อกฎหมายบางอย่างอยู่”

ด้านกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี หรือกองทุนเด็กและเยาวชนนั้น “ยงยุทธ” บอกว่า แนวคิดเหมือนกัน คือ หลักการดีในการสร้างโอกาสให้กับคนเหล่านี้ ได้เข้าถึงแหล่งทุน แต่ทางรัฐบาลต้องการผลักดันนโยบายที่ใหญ่กว่านี้ คือ ต้องการส่งเสริมและยกระดับบทบาทสตรีในการเป็นผู้นำ โดยการดึง จุรี วิจิตรวาทการ ผู้นำด้านบทบาทสตรีที่มีชื่อเสียง เข้ามาร่วมเป็นที่ปรึกษาและร่วมทำงานด้านสังคม โดยจะเน้นการส่งเสริมบทบาทสตรีให้ได้รับการยอมรับในสังคม โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางการงานในระดับสูงหรือผู้บริหาร

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ