
หนีไม่พ้น"ประขานิยม"
แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ปริญญา ชูเลขา
แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนกรานมาโดยตลอดตั้งแต่ปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่เอานโยบายประชานิยม หากแต่จะเดินหน้าการบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจ โดยจะยึดหลักการ “เศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจยั่งยืน” ในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง
ทว่า เวลานี้กลับกลายเป็นว่านโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีผลไม่แตกต่างกับนโยบายประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มุ่งใช้เงินมัดใจคนจนเป็นหลัก เพียงแต่เรียกชื่อต่างกันเท่านั้น
โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุด ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุ่มเงินกว่า 3 แสนล้านบาทไปในการมุ่งจัดซื้อจัดจ้างและเน้นจ้างงาน สร้างงานในท้องถิ่น ชุมชน ธุรกิจบริษัท หรืออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งทุกโครงการเน้นการซ่อมสร้างเพื่อให้เกิดแรงงานและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ โดยเป้าหมายสูงสุดที่จะกระชากตัวเลขจีดีพี ปี 2557 ต้องไม่ต่ำกว่า 2% และส่งผลต่อไปยังไตรมาสแรกของปี 2558 ให้เชิดหัวขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้เป้าหมายใหญ่จะอยู่ที่ทำให้เงินหมุนในระบบเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต แต่การจ้างแรงงานคนไทย คนท้องถิ่น จะเป็นผลพลอยได้ให้คนจนได้มีงานทำ ซึ่งคงได้ใจรากหญ้าไปพอสมควร
เท่านั้นยังไม่พอ รัฐบาลยังมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ด้วยการอนุมัติเงินช่วยเหลือชาวนาวงเงินรวม 4 หมื่นล้านบาท โดยจ่ายเงินให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท จำกัดคนละไม่เกิน 15 ไร่ หรือรายละไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท แก่ชาวนา 3.4 ล้านครัวเรือน
เป็นการใช้มาตรการเพื่อผูกใจชาวนาไม่ให้มาต่อต้านรัฐบาลในอนาคต เพราะรัฐบาลล่วงรู้ว่าราคาข้าวในปีนี้ตกต่ำอย่างหนัก ขืนปล่อยไปตามธรรมชาติกลไกตลาด ชาวนาคงต้องยกขบวนมาเรียกร้องแน่
ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่อาจฝืนธรรมชาติทางการเมืองได้ คือ ต้องทำเหมือนนักการเมืองในอดีตที่เคยทำไว้ เพราะชาวนาถือเป็นฐานคะแนนเสียงทางการเมืองอันสำคัญของพรรคเพื่อไทย (พท.) และ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะถ้าหากรัฐบาลนี้ทำให้ชาวนาตกทุกข์ได้ยากมากกว่าในอดีต การปฏิรูปการเมืองคงไม่สามารถจะสกัดกั้นความนิยมต่อระบบทักษิณได้
ความจริงคำสั่งแรกๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศ คือ สั่งการเร่งรัดเบิกจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าวให้แก่ชาวนาหลายล้านคนที่ยังไม่ได้รับเงินมานานกว่า 11 เดือนทำให้รัฐบาลได้รับความนิยมมาก ซึ่งอีสานโพล โดยศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า กระแสนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์ พุ่งสูง 21.9% ชนะ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้ 19.91% ในขณะที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังตกต่ำเช่นเดิม 6.92% ดังนั้นจึงไม่แปลกที่นโยบายช่วยเหลือชาวนาย่อมผูกโยงกับกระแสนิยมในตัวรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจย่ำแย่บีบรัด ภาวะหนี้สินภาคครัวเรือนพุ่งสูงลิ่ว สินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง กำลังซื้อทุกภาคส่วนทั้งระดับล่างและกลางที่เคยเป็นแรงขับหลักทางเศรษฐกิจต่างพากันหดตัว ประชาชนย่อมคาดหวังฮีโร่ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานั้น คือ รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี
โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้น คือ ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนยาง ที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนักกับราคาผลผลิตตกต่ำอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศไม่ใช้วิธีการเดียวกับรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งเรื่องของประกันราคา แทรกแซงราคาหรือจำนำ แต่หันมาแจกเงินเพื่อชดเชยต้นทุนในการผลิต ซึ่งผลลับและวิธีการไม่ต่างไปจากนโยบายประชานิยม
ดั่งคำพูดของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ที่กล่าวยอมรับเองว่า “หลักการง่ายๆ คือ เมื่อกำลังซื้อในประเทศหดตัวจนส่งผลกระทบวงกว้าง ก็ต้องเอาเงินยัดใส่มือประชาชนเพื่อให้นำไปใช้จ่ายให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน” กล่าวโดยสรุป คือ ต้องใช้นโยบายประชานิยมด้วยการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดังนั้นแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะเหนียมอายไม่กล้ายอมรับว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ คือ นโยบายประชานิยม ซึ่งไม่ต่างจากยุครัฐบาลเก่านักในโครงการจำนำข้าว หรือเหมือนกับโครงการจ้างงานมิยาซาวา งบประมาณราว 5 หมื่นล้านบาท สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยทำไว้ หรือโครงการแจกเช็คช่วยชาติแก่ประชาชนคนละ 2,000 บาทในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นคือ เอาเงินยัดใส่มือประชาชนเพื่อให้นำไปใช้จ่ายให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ดั่งคำกล่าวม.ร.ว.ปรีดิยาธร ไม่มีผิด
ทว่า ถึงที่สุดแล้วการดำเนินนโยบายประชานิยมที่ดี คือ นโยบายที่ให้โอกาสและลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม และรัฐบาลต้องไม่ติดกับดัก หรือเสพติดนโยบายประชานิยม มุ่งแต่ใช้เงินเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นๆ หรือหวังสร้างความนิยมให้กับรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี จนลืมวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากบรรดานักการเมืองที่เคยทำไว้คือ นำเงินไปแจกเพื่อหวังผลทางการเมืองและการหาเสียง ท้ายที่สุดใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างฟุ่มเฟือยขาดวินัยการเงินการคลัง จนส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ แต่กลับไม่ได้แก้ไขปัญหาที่แท้จริง สุดท้ายปัญหาก็วกกลับมาเหมือนเดิม







