
มอบดาบฟันแบงก์รัฐเพิ่มแรงกดดันธปท.
มติของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
มติของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติสำคัญให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยงานกำกับตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) เต็มรูปแบบ ให้อำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษขึ้นบัญชีดำผู้บริหารแบงก์รัฐไม่ให้ไปเป็นผู้บริหารสถาบันการเงินอื่นๆ ได้อีก
นี่ถือเป็นมิติใหม่ของการกำกับตรวจสอบแบงก์รัฐ การให้อำนาจเต็ม ธปท.ครั้งนี้ ส่งผลให้ ธปท.มีอำนาจกำกับออกเกณฑ์กำกับแบงก์รัฐเหมือนกับการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ โดยแบงก์ชาติมีอำนาจในการออกกฎเกณฑ์กำกับการดำเนินงานของแบงก์รัฐในด้านต่างๆ รวมถึงตรวจสอบความเหมาะสมของผู้บริหาร และสั่งการให้แก้ไขปัญหาฐานะของแบงก์รัฐ
ที่สำคัญ ธปท.มีอำนาจถึงร้องทุกข์กล่าวโทษผู้บริหาร ขึ้นบัญชีดำผู้บริหารแบงก์รัฐไม่ให้ไปเป็นผู้บริหารสถาบันการเงินอื่นๆ ได้อีก ซึ่งถือเป็นมติใหม่ของการกำกับตรวจสอบแบงก์รัฐ จากเดิมที่ ธปท.เป็นผู้ตรวจสอบการดำเนินงานของแบงก์รัฐเท่านั้น และส่งผลตรวจให้กระทรวงการคลังซึ่งเป็นเจ้าของแบงก์รัฐดำเนิน แต่ปรากฏว่า ที่ผ่านมาผลตรวจความไม่ชอบมาพากลของแบงก์รัฐถูกเก็บใส่ลิ้นชักไม่ได้รับการดำเนินการเอาผิดแต่อย่างไร
เป็นที่รู้กันว่า ที่ผ่านมา ธปท.เข้าไปตรวจสอบการดำเนินงานของแบงก์รัฐ พบการบริหารที่ไม่ถูกต้องจำนวนมาก พบการทุจริตของเจ้าหน้าที่และผู้บริหารจำนวนมาก ในเกือบๆ ทุกแบงก์รัฐที่ ธปท.เข้าไปตรวจสอบ แต่กระทรวงการคลังไม่เคยดำเนินการเอาผิดได้เลย
แย่ยิ่งไปกว่านั้น พบว่าบ่อยครั้ง รมว.คลัง หรือ รมช.คลัง ที่กำกับดูแลแบงก์รัฐยังมีส่วนช่วยผู้บริหารแบงก์รัฐที่ทำผิดทั้งดำเนินงานผิดพลาด หรือทุจริต เพราะนักการเมืองและคนใกล้ชิดรัฐมนตรีเข้าไปหาผลประโยชน์จากแบงก์รัฐเกือบทุกแห่ง ตั้งแต่ตั้งคนเข้าไปเป็นกรรมการ เป็นผู้บริหาร และเป็นที่ปรึกษา กินเงินเดือนเงินประจำตำแหน่งจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังมีการนำบริษัทของตัวเอง และนักการเมือง หัวคะแนน เข้าไปขอสินเชื่อแบบไม่มีคุณภาพจากแบงก์รัฐ และปล่อยให้แบงก์รัฐเป็นหนี้เสีย ไม่ต่างอะไรกับช่องทางการไซฟ่อนเงินจากแบงก์รัฐไปให้กลุ่มการเมืองและนายทุนการเมือง
ขณะเดียวกัน นักการเมืองยังใช้ความผิดของผู้บริหารต่อรองผลประโยชน์จากแบงก์รัฐ เพื่อให้ผู้บริหารนั้นอยู่ในตำแหน่งต่อไป ส่งผลให้ทุกๆ ช่องทางดังที่กล่าวมาทำให้แบงก์รัฐเกิดความเสียหายจำนวนมาก
สำหรับแบงก์รัฐใหญ่อย่างธนาคารออมสิน อาจไม่มีปัญหาให้เห็นมาก เพราะมีการปล่อยสินเชื่อหลายแสนล้านบาท เกิดหนี้เสียหมื่นล้านบาท แต่ดูไม่มากหากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับจำนวนสินเชื่อรวมที่มีมากกว่า 1 ล้านล้านบาท
เช่นเดียวกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ความเสียหายของแบงก์ไม่ได้เกิดจากผลของหนี้เสียที่เกิดขึ้น แต่จะมาจากการจัดซื้อจัดจ้างระบบต่างๆ ของธนาคาร เช่น ระบบไอที ที่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหาผลประโยชน์ ทำให้ต้องซื้อระบบในราคาแพง แต่คุณภาพอยู่ในระดับต่ำ ใช้งานมีปัญหาเป็นอุปสรรคต่อการบริหารลูกค้าของธนาคาร
ที่เห็นได้ชัด คือ หนี้เสียของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่มีหนี้เสียแห่งละ 34 หมื่นล้านบาท คิดเป็นหนี้เสีย 3040% ของหนี้ทั้งหมด มาจากการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพ และพบว่ามีการทุจริตของผู้บริหาร
ปัญหาของแบงก์รัฐ ที่กล่าวมา ธปท.เข้าไปตรวจสอบและได้รายงานปัญหาดังกล่าวให้กับกระทรวงการคลังทั้งหมด แต่ฝ่ายการเมืองไม่เคยคิดดำเนินการแก้ไข เพราะหากสอบเอาผิดจริงนักการเมืองก็มีส่วนเกี่ยวข้องเกือบทุกกรณี
ความเละเทะของการกำกับดูแลแบงก์รัฐจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้ซูเปอร์บอร์ดทนไม่ไหว ต้องแก้ไขยกเครื่องกันเสียที เพราะไม่เช่นนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นสุดท้ายก็ต้องนำเงินงบประมาณแผ่นดินมาชดเชยไม่จบสิ้น
ทั้งหมด จึงมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญให้ ธปท. เข้ามากำกับตรวจสอบแบงก์ชาติแบบมีอำนาจเต็ม เพราะหากยังปล่อยไปแบบเดิม แบงก์รัฐที่แย่ต้องล้มอยู่ไม่ได้ และแบงก์รัฐที่ยังแข็งแรงก็จะอ่อนแอ เหมือนกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เกษตร (ธ.ก.ส.) ต้องแบกหนี้จากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมาสูงถึง 8 แสนล้านบาท ถึงวันนี้ยังต้องแบงก์หนี้จำนำข้าวถึงกว่า 5 หมื่นล้านบาท
สมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า ซูเปอร์บอร์ดต้องการให้ ธปท.ใช้อำนาจที่มีอยู่กำกับตรวจสอบแบงก์รัฐแบบเข้มข้น ทั้งการดำเนินงานนอกกรอบ อย่างเช่น การสร้างหนี้ของ ธ.ก.ส.ไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าว และการทำเกินกรอบแบบมีการทุจริต ธปท.ต้องฟันผู้บริหารคนนั้นทันที ขึ้นบัญชีดำมาตรฐานเดียวกับธนาคารพาณิชย์
การมอบดาบเล่มโตให้กับ ธปท.ครั้งนี้ จะทำให้มติการกำกับตรวจสอบของแบงก์รัฐเปลี่ยนไป อันดับแรกคาดว่าบทบาทหน้าที่ของแบงก์รัฐแต่ละแห่ง จะถูกกำหนดให้มีความชัดเจนมากขึ้น ไม่แข่งขันกับธนาคารพาณิชย์และไม่แข่งขันกับแบงก์รัฐด้วยกันเอง
ตัวอย่างเช่น ธนาคารออมสินจะต้องไม่แข่งปล่อยสินเชื่อรายใหญ่กับธนาคารพาณิชย์ ไม่แข่งปล่อยสินเชื่อบ้านกับ ธอส. และไม่แข่งปล่อยสินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกับธนาคารเอสเอ็มอี โดยธนาคารออมสินจะต้องเป็นแบงก์รัฐที่ปล่อยสินเชื่อให้ฐานรากพ่อค้าแม่ขายเป็นหลัก
ขณะที่ ธอส.ก็ต้องปล่อยกู้บ้านผู้มีรายได้น้อย ไม่ใช่ปล่อยกู้บ้านรายใหญ่ให้คนรวย ด้านเอสเอ็มอีแบงก์ก็ต้องปล่อยกู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างแท้จริง ไม่ใช่เอสเอ็มอีซ่อนรูป เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่แต่ทำตัวให้เป็นเอสเอ็มอีเพื่อให้ได้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ส่วนไอแบงก์ก็ต้องเป็นแบงก์ที่ให้บริการผู้นับถือศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าไม่ได้ปิดให้คนศาสนาอื่นมาใช้บริการก็ตามแต่การให้สินเชื่อที่ปัจจุบันมีผู้นับถืออิสลามมาใช้ไม่ถึง 10% ก็ถือว่าไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งแบงก์
สำหรับอำนาจให้ ธปท.ฟันเอาผิดกับผู้บริหารแบงก์รัฐทุจริตได้ทันที ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยหยุดความเสียหายของแบงก์รัฐที่เกิดขึ้นจำนวนมาก และยังเป็นข้อดีในกรณีของการทุจริตที่ผ่านๆ มา ที่ไม่ได้รับการสะสางก็จะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานของ ธปท.ที่กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ ทำให้ผู้บริหารแบงก์ต้องคิดหนักหากจะสนองนโยบายนักการเมือง เพื่อกอบโกยหาผลประโยชน์จากแบงก์รัฐ
จุดเปลี่ยนสำคัญครั้งนี้จะพลิกสถานการณ์แบงก์รัฐกลับมาให้เข้มแข็งและปราศจากการเมืองเข้ามาแทรกแซงหาผลประโยชน์ ก็ขึ้นอยู่กับ ธปท.จะใช้อำนาจที่มีเต็มที่ขนาดไหน เพราะการใช้อำนาจในรัฐบาลนี้ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะรัฐบาลสนับสนุนการทำงานของแบงก์ชาติ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็อาจจะมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่ต้องการใช้แบงก์รัฐเป็นแขนขาทำโครงการประชานิยม หรือต้องการเข้ามาหาผลประโยชน์
จากปัญหาดังกล่าว ทำให้อนาคต ธปท.จะมีปัญหากับฝ่ายการเมืองนอกจากการบริหารนโยบายการเงินแล้ว ยังจะมีปัญหาการกำกับตรวจสอบแบงก์รัฐอีกกรณีที่เป็นข้อขัดแย้งรุนแรงในการทำงานของทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ธปท.ถูกออกแบบให้มีอิสระ มีการแก้ไขกฎหมายไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซง โดยเฉพาะการปลดผู้ว่าการ ธปท. โดยไม่มีเหตุอันควร เป็นเกราะกำบังหนึ่งที่ช่วยลดแรงกดดัน แต่ถ้าจะให้ดีควรจะแก้กฎหมายให้อำนาจ ธปท.ดูแลแบงก์รัฐด้วย เพื่อเป็นกำแพงให้ ธปท.พิงเมื่อรัฐบาลนี้จากไป กลายเป็นรัฐบาลที่เลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ







