
‘หนี้’ แก้ยาก
แบร์รี่ ลิทโฮทซ์ คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์กแสดงทรรศนะเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังวิกฤตสินเชื่อว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากการเป็นหนี้สินของภาคครัวเรือนทำให้วิธีการฟื้นฟูเศรษฐกิจแตกต่างจากเดิม
แบร์รี่ ลิทโฮทซ์ คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์กแสดงทรรศนะเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังวิกฤตสินเชื่อว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากการเป็นหนี้สินของภาคครัวเรือนทำให้วิธีการฟื้นฟูเศรษฐกิจแตกต่างจากเดิม
ลิทโฮทซ์ อธิบายว่า เหตุดังกล่าวเกิดจากที่มาของวิกฤตเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ระหว่างวิกฤตที่เกิดจากหนี้สินและวิกฤตที่เกิดจากการถดถอยทางเศรษฐกิจแบบทั่วไป โดยลิทโฮทซ์แบ่งวิกฤตเศรษฐกิจออกเป็น 2 ช่วง คือ 1.การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งวิกฤตเกิดจากการถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วไป 2.การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจช่วงหลังวิกฤตสินเชื่อ ซึ่งวิกฤตเกิดจากการเป็นหนี้สินของภาคครัวเรือน
คอลัมนิสต์รายนี้อธิบายว่าการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีลักษณะเป็นวงจรโดยเริ่มจากค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้น ผู้บริโภคมีการยืมและจ่ายเงินคืน กระนั้น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเงินเฟ้อ ทำให้สินเชื่อมีราคาสูงขึ้น และปริมาณการค้าลดต่ำลง และอาจนำไปสู่การเกิดเศรษฐกิจถดถอย แต่หลังจากนั้นเฟดจะปรับดอกเบี้ยให้ต่ำลง และปล่อยทั้งหมดให้ถูกควบคุมด้วยกลไกตลาด
อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูวิกฤตสินเชื่อไม่ได้เป็นไปตามวงจรดังกล่าว สินทรัพย์ที่ซื้อมาราคาถูกและใช้เครดิตซื้อทำให้เกิดฟองสบู่แตก จากนั้นหนี้สินครัวเรือนยังคงอยู่แต่การซื้อจะลดลง ดังนั้นหลังวิกฤตหนี้สิน การซื้อขายจะไม่ถูกกำหนดด้วยกลไกตลาด แต่จะถูกควบคุมโดยบรรษัทขนาดใหญ่ ทำให้ครัวเรือนมีอำนาจซื้อน้อยลง และการแทรกแซงโดยรัฐเป็นไปได้ยากขึ้น สิ่งนี้คือเหตุให้การแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สินซับซ้อนยิ่งขึ้นในปัจจุบัน







