posttoday
วิเคราะห์แนวโน้มการศึกษาออนไลน์ (จบ)

วิเคราะห์แนวโน้มการศึกษาออนไลน์ (จบ)

03 ตุลาคม 2557

คำถามคือเรายังจะมีครูสอนแคลคูลัสไปเพื่ออะไรกัน? สู้ให้ครูแคลคูลัสที่เหลือไปหาอาชีพอื่นหรือเปลี่ยนตำแหน่งภายในโรงเรียนไม่ดีกว่าหรือ?

คำถามคือเรายังจะมีครูสอนแคลคูลัสไปเพื่ออะไรกัน? สู้ให้ครูแคลคูลัสที่เหลือไปหาอาชีพอื่นหรือเปลี่ยนตำแหน่งภายในโรงเรียนไม่ดีกว่าหรือ? จะมา "Reinvent the Wheel" กันทำไม? ส่วนเวลาของเหล่าศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีมากขึ้นนั้น ก็จะสามารถที่จะเอามาลงทุนกับการทำวิจัยได้อย่างเต็มตัว เพื่อทำให้เกิดผลวิจัยอันมีค่าต่อสาขาวิชาและต่อสังคมได้ในเวลาที่สั้นลง

ความคิดที่ต้องการปกป้องความมั่นคงของอาชีพบางอาชีพในมรสุมของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นความคิดที่อ่อนโยนและมีเมตตา แต่เป็นความคิดที่ไม่ทำให้สังคมก้าวไปข้างหน้า ในอนาคตที่ Online Education จะเข้ามามีอิทธิพลมากยิ่งขึ้น บทบาทของเหล่าอาจารย์อาจจะต้องถูกเปลี่ยนไปในทิศทางที่ว่า ครูจะมีหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาในด้านการศึกษาหาความรู้ และเป็นผู้สร้างแรงจูงใจให้กับนักเรียนมากกว่าเป็นผู้เผยแพร่ความรู้ก็เป็นได้

นักเรียนประเภท 2, 3, 4,....,n

ทำไมนักเรียนถึงต้องไปนั่งในห้องใหญ่ๆ ที่มองกระดานแทบไม่เห็นเพื่อฟัง Lecture ตอน 9 โมงเช้า ถึงจะสามารถ "เรียน" ได้? แล้วถ้านักเรียนบ้านไกลหรือต้องทำงานกะเช้าล่ะ? ทำไมนักเรียนทุกคนในห้องถึงต้องเรียน Concept ก. ก่อน Concept ข.? แล้วถ้าเกิดบางคนเขาถนัดเรียน Concept ข. ก่อนถึงจะเข้าใจ Concept ก. ล่ะ?

ทำไมนักเรียนทุกคนในห้องถึงต้องการ 1 คาบเท่ากันในการเรียนรู้ Concept ก.? แล้วถ้าบางคนต้องการ 3 คาบหรือแค่ครึ่งคาบล่ะ?

ทำไมนักเรียนทุกคนต้องสอบตอนกลางภาค? ทำไมสอบมันทุกครั้งที่เรียนรู้ Concept ใหม่เลยไม่ได้? เป็นเพราะว่าไม่มีแรงงานคุณภาพมาตรวจทุกวันหรือ?

คำถามพวกนี้คือคำถามที่เกิดขึ้นในใจเวลาผมมองโมเดลการศึกษาแบบปัจจุบัน มันเป็นระบบที่อยู่กับมนุษย์มานาน เพราะจริงๆ แล้วการให้ครูหนึ่งคนยืนหน้ากระดานแล้วสอนคนอีกเป็นร้อยคนนั้น เคยถือว่า "คุ้ม" กับเวลาและทรัพยากรมนุษย์

แต่มันไม่ได้หมายความว่ามันเป็นระบบที่ดีที่สุดในศตวรรษนี้ที่มีทั้งอินเทอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ มีมือถือ และมี "ผู้สอน" ที่มีคุณภาพให้เลือกอย่างล้นหลาม

Online Education สามารถที่จะเข้ามาเติมช่องโหว่เหล่านี้ได้ในบางโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปจนสามารถทำให้นักเรียนเรียนได้ตาม Pace ของตัวเอง และสามารถให้สมองกลให้ Feedback กับนักเรียนได้รวดเร็วทันใจกว่าระบบปัจจุบัน

อุปสรรคของ Online Education

Online Education ยังเป็นอะไรที่ใหม่มากเมื่อเทียบกับระบบการ Lecture หน้ากระดานดำ ซึ่งอยู่กับมนุษย์เรามานานกว่าห้าร้อยปีมาแล้ว แน่นอนว่าต้องมีอุปสรรคมากมาย อาทิ

1.บางสิ่งไม่สามารถสอนกันผ่านจอได้ - ผมเชื่อว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ Online Education ไม่น่าจะสอนนักเรียนได้ดีเท่ากับการ "ไปโรงเรียน" และไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนเป็นๆ เช่น การโต้วาที การทำงานกันเป็นกลุ่ม และการ Present ตัวเองในสถานการณ์ต่างๆ เป็นต้น Soft Skills เหล่านี้แม้จะไม่มีวิชาเป็นตัวเป็นตนสอน แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าในชีวิตการงานและการเข้าสังคมเมื่อนักเรียนเหล่านี้เข้าสู่วัยทำงาน

2.ความมุมานะเพื่อเรียนให้จบ - Online Education มีอุปสรรคสำคัญในการทำให้นักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนนั้นอยู่เรียนจนจบหลักสูตร งานวิจัยของ Perna et al. 2013 พบว่ามีเพียง 5% ของผู้ลงทะเบียนเรียนออนไลน์ที่จัดโดย University of Pennsylvania เท่านั้นที่เรียนจนจบคลาส แต่จริงๆ แล้วข้อนี้เป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่คนเรายังไม่คุ้น ในมหาวิทยาลัยที่ประเทศอเมริกา การลงทะเบียนไปเล่นๆ ในช่วง "Course Shopping" แล้วค่อยดร็อปนั้นถือว่าเป็นอะไรที่ธรรมดามาก

3.การโกง – ในอนาคตคงมีเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ป้องกันการโกงข้อสอบออนไลน์ได้ แต่เทคโนโลยีเหล่านี้จะสามารถป้องกันการให้ผู้อื่นทำข้อสอบให้ได้จริงๆ หรือไม่ คงต้องรอดูกันต่อไป

4.ความน่าเชื่อถือของสถาบัน vs. ความสามารถที่แท้จริง - นี่คือปัญหาโลกแตกที่นักเศรษฐศาสตร์ต้องการวิเคราะห์ว่าคุณค่าของการศึกษาที่แท้จริงแล้วคือความสามารถหรือแค่สัญญาณที่นักเรียนต้องการส่งให้กับผู้ประกอบการเท่านั้น Online Education จะเข้ามามีบทบาทอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อคลื่นลูกใหม่ลูกนี้สามารถซัดเข้าถึงตลาดแรงงานได้จริงๆ และทำให้ผู้จ้างงานยอมรับใน "ตราประทับ" บนใบสมัครงานของนักเรียนออนไลน์

มองไปข้างหน้า

ในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วถึงขนาดที่ว่า Low Skill Labor นั้นอาจจะสูญพันธุ์ไปจากหลายประเทศ เราจะเห็นความต้องการในการเพิ่มความรู้ความสามารถของแรงงานในทุกๆ มุมของโลกใบนี้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มนักเรียนจากประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสการศึกษาระดับสูงหรือในกลุ่ม Professionals ที่ต้องการเพิ่มความก้าวหน้าในอาชีพการงาน

คำถามคือ "ลูกค้า" กลุ่มใหม่ของตลาดการศึกษาจะเลือกลงทุนทุ่มเงินให้กับระบบเดิมๆ จะเรียนออนไลน์เพื่อชีวิตที่มีความยืดหยุ่นกว่า หรือจะ Mix and Match ระหว่างสองระบบนี้

คำตอบจะขึ้นอยู่กับว่า มหาวิทยาลัยต่างๆ จะโต้กลับด้วยวิธีใด? โมเดลธุรกิจของสถาบัน Online Education จะสามารถทำเงินได้จริงหรือไม่? และสถาบัน Online จะสามารถจีบบริษัทยักษ์ใหญ่ให้รับผู้จบหลักสูตรออนไลน์ได้แค่ไหน?

ในขณะนี้เราเห็นแล้วว่ามหาวิทยาลัยระดับสูงเริ่มมีการปรับเข็มทิศ เริ่มทำการเรียนการสอนแบบออนไลน์ด้วยตัวเองแล้ว เนื่องจากสถาบันเหล่านี้มีทั้งทรัพยากรและแบรนด์ที่เอื้อต่อความสำเร็จในการทำ Online Education และมองเห็นถึงข้อดีของการเรียนออนไลน์ แต่ในขณะเดียวกันเรายังไม่เห็นทีท่าว่าสถาบันออนไลน์จะสามารถทำเงินได้อย่างจริงๆ จังๆ เมื่อเทียบกับโมเดลธุรกิจดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย การหา Partner บริษัทชื่อดังมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในโลกออนไลน์ เพื่อเป็นการ หล่อลื่นการเชื่อมต่อระหว่าง "ความรู้" กับ "รายได้" ก็จะเป็นอีกก้าวสำคัญต่อไปของสถาบันออนไลน์ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Udacity เริ่มเปลี่ยนเข็มเบนไปหาบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น facebook และบริษัท Big Data ทั้งหลายเพื่อเป็นหุ้นส่วนผลิตถ่ายทำคลาสของเขาแล้ว จุดนี้เป็นจุดที่สำคัญ เพราะว่ายิ่งสถาบันออนไลน์ทำให้นักเรียนเห็นประโยชน์ทางการเงินได้เท่าไร นักเรียนจะยิ่งเห็นคุณค่าของการเรียนออนไลน์มากขึ้น และจะยอมจ่ายเงินจำนวนมากในที่สุด

ในอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า เราคงจะได้เห็นนโยบายเมกะโปรเจกต์ด้านการศึกษาในหลายๆ ประเทศที่การศึกษาในระดับอุดมศึกษายังไปไม่ทั่วถึงทุกท้องที่ ตลาดแรงงานโลกก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ เนื่องจากว่าแรงงานสามารถทำงานไปด้วย และหาความรู้กับผู้สอนระดับท็อปไปด้วยในเวลาเดียวกันได้ ส่วนในเรื่องของการอยู่รอดนั้น มหาวิทยาลัยระดับท็อปกับระดับกลางเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้

ส่วนสถาบันระดับล่างหรือสถาบันที่ปิดหูปิดตาตัวเองและไม่ยอมรับในความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็จะค่อยๆ สูญพันธุ์ไปเอง แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลในแต่ละประเทศเห็นชอบและจะสนับสนุนการเรียนรู้ออนไลน์แค่ไหนด้วย จุดเสี่ยงสำคัญที่ต้องระวังคือการที่นักการเมืองมักจะมองว่าการเรียนออนไลน์เป็นนโยบาย "สุดคุ้ม" ค่าใช้จ่ายต่ำอย่างเดียว ทั้งๆ ที่จุดหมายที่แท้จริงของการศึกษาคือการพัฒนาความรู้และความสามารถของมนุษย์

แน่นอนว่าการแพร่กระจายความรู้ไปได้ทั่วราชอาณาจักรด้วยราคาที่ต่ำนั้นสำคัญ แต่ต้องไม่ลืมเรื่องคุณภาพของการศึกษาครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท