
ผ่านกม.ปลดล็อกค้ำหนี้
สนช.ผ่านวาระ 3 แก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อุ้มผู้ค้ำประกันหนี้ แก้ลำทวงหนี้ผิดตัว
สนช.ผ่านวาระ 3 แก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อุ้มผู้ค้ำประกันหนี้ แก้ลำทวงหนี้ผิดตัว
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านความเห็นชอบร่าง แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวดเดียวในวาระที่สองและสาม เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ทันทีที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
สาระสำคัญของกฎหมายที่แก้ไข คือ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้และดอกเบี้ยตามสัญญาให้ติดตามทวงถามจากลูกหนี้ให้ถึงที่สุดก่อน จึงจะติดตามทวงถามจากผู้ค้ำประกัน
นอกจากนี้ ให้ระบุว่าเจ้าหนี้ไม่สามารถเอาผิดลูกหนี้ได้เกินกว่าวงเงินสินทรัพย์ที่ได้ค้ำประกันเอาไว้ หรือเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันได้เท่ากับหรือมากกว่าหนี้ที่ลูกหนี้ติดค้างไว้ และในกรณีที่นำทรัพย์สินที่จำนองไปขายทอดตลาดแล้วมีมูลค่าเกินกว่าหนี้ที่ค้างอยู่ก็จะต้องคืนเงินส่วนนั้นให้ลูกหนี้ รวมทั้งการติดตามทวงหนี้จะต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันหนี้ล่วงหน้า 6 เดือน
ทั้งนี้ กฎหมายจะไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลังกับสัญญากู้ยืมเงินที่มีก่อนหน้าที่จะแก้ไขกฎหมาย
สำหรับกฎหมายที่แก้ไขนี้จะให้ความเป็นธรรมกับผู้ค้ำประกันและผู้จำนองซึ่งไม่ใช่ลูกหนี้ชั้นต้น เนื่องจากเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืม มักอาศัยอำนาจต่อรองที่สูงกว่าหรือใช้ความได้เปรียบฟ้องร้องกับผู้ค้ำประกันกรณีที่ลูกหนี้ชั้นต้นผิดชำระหนี้ ทำให้คนเหล่านี้ไม่ได้รับความคุ้มครอง แถมกลายเป็นผู้ถูกฟ้องล้มละลายด้วย
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายให้ฟ้องร้องลูกหนี้ก่อนจะไปฟ้องผู้ค้ำประกัน สร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ที่ผ่านมาลูกหนี้จะใช้นิติบุคคลมาขอกู้ ซึ่งรับผิดชอบจำกัดเท่ากับทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว หากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงกว่าหรือเท่ามูลค่าหนี้ ก็จะต้องหาบุคคลมาค้ำประกันเพิ่ม ไม่เช่นนั้นอาจจะมีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ







