
เปิดกว้าง"ปฏิรูป"แก้จุดอ่อน สร้างแนวร่วม
เส้นทางปฏิรูปออกตัวแบบไม่ราบรื่นนัก เมื่อกระบวนการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เส้นทางปฏิรูปออกตัวแบบไม่ราบรื่นนัก เมื่อกระบวนการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 250 คน ถูกกังขาว่า “ล็อกสเปก” วางตัวกันมาตั้งแต่ต้น ขั้นตอนการสรรหาที่กำหนดกฎเกณฑ์มาอย่างดี จึงกลายเป็นเพียงแค่พิธีกรรมสร้างความชอบธรรม
ทว่าเบื้องต้นจากรายชื่อที่ปรากฏออกมา 173 รายชื่อ ในสัดส่วนของ สปช. 11 ด้าน จะพบว่า บุคคล ดี เด่น ดัง ที่ถูกคัดเลือกเข้ามานั้นยังไม่โดดเด่นเพียงพอจะสร้างหลักประกันให้กับการปฏิรูปที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมเวลานี้ได้
หากพิจารณาในรายละเอียด สปช.ในหลายๆ ด้านที่ถูกคัดสรรเข้ามายังไม่ใช่มือหนึ่งหรือมือดีในแวดวงนั้นๆ แม้หลายคนจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคม แต่นั่นย่อมไม่เพียงพอกับการ “ปฏิรูป” จัดวางโครงสร้างประเทศกันใหม่
หลายด้านมีมือดีที่คร่ำหวอดอยู่แวดวงนั้นๆ ทั้งนักวิชาการ อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่ทว่ายังขาดความหลากหลายที่จะมาช่วยมองปัญหาได้อย่างครอบคลุมรอบด้าน โดยเฉพาะการขาดตัวแทนจากภาคประชาชน คนทำงานในระดับปฏิบัติ ซึ่งย่อมส่งผลต่อทิศทางการปฏิรูป
ยังไม่รวมกับข้อครหาว่าเลือกตัวแทนจากคนใกล้ชิดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปิดกั้นไม่ให้ขั้วอำนาจเก่า อดีตรัฐบาล หรือฝ่ายต่อต้าน คสช.เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูป ซึ่งจะยิ่งทำให้การปฏิรูปครั้งนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ
สอดรับกับความพยายามปกปิดเรื่องการสรรหา สปช.ให้เป็นความลับในชั้นการสรรหา โดยต้องการให้รู้พร้อมกันทั้งประเทศด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาอธิบายว่าป้องกันการวิ่งเต้น แม้หลายฝ่ายจะพยายามเรียกร้องให้เปิดเผยรายละเอียดการสรรหา เพื่อแสดงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่ก็ไม่เป็นผล นั่นยิ่งทำให้เพิ่มความสงสัยในกระบวนการสรรหามากยิ่งขึ้น
บทเรียนจากรัฐประหาร 2549 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบ หรือแม้แต่บุคลากร องค์กรที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐประหาร ล้วนแต่ถูกตีตราว่าเป็น “ผลไม้พิษ” จนนำมาสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านไม่ยอมรับ
แม้แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ผ่านการลงมติเห็นชอบจากประชาชนแล้ว ยังถูกตั้งแง่ว่าเป็นการทำประชามติในช่วงที่บรรยากาศยังไม่เป็นประชาธิปไตย และนำมาสู่การปลุกกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญ และบานปลายเป็นหนึ่งในชนวนที่นำมาสู่รัฐประหารครั้งนี้
ดังนั้น หากเส้นทางการปฏิรูปยังไม่เป็นที่ยอมรับ โอกาสที่บ้านเมืองจะก้าวไปสู่วังวนเดิมๆ ย่อมเป็นไปได้สูง
ทางออกที่จะทำให้การปฏิรูปตรงนี้เป็นที่ยอมรับของสังคม คือ การเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น หรือมีข้อเสนอแนะใดๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนได้ส่วนเสีย
ไม่ใช่งุบงิบทำกันอยู่เพียงแค่ สปช. 250 คนเท่านั้น หรือแม้แต่แนวคิดที่เตรียมดึงเอาคนที่ตกรอบการสรรหาไม่ได้เป็นตัวจริง สปช. 250 คน แต่ผ่านการสรรหารอบแรก 550 คน มาร่วมเป็นคณะ
กรรมาธิการและอนุกรรมการพร้อมแบ่งงานให้ช่วยกันทำแบบคู่ขนาน ทว่านั่นยังไม่เพียงพอที่จะสร้างการยอมรับให้เกิดขึ้นในสังคมวงกว้างได้
ขั้นตอนการทำงานของ สปช. จึงจำเป็นต้องลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นประชาชน ตั้งเวทีประชาพิจารณ์ในแต่ละเรื่อง หรือจะดึงมือไม้คนทำงานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาเสริมทีม แต่ทั้งหมดนี้จะต้องทำอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดการปฏิรูปที่มีประสิทธิภาพ ตรงจุด และยั่งยืน
ไม่ใช่แค่ไปทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นพอเป็นพิธี เพื่อนำผลที่ได้มาสร้างความชอบธรรมเดินหน้าปฏิรูปไปตามแนวทางที่มีธงไว้แล้วเท่านั้น ย่อมทำให้ผลของการปฏิรูปไม่เป็นที่ยอมรับและเกิดกระแสคัดค้านในที่สุด
จุดอ่อนสำคัญประการหนึ่ง คือกระบวนการเบ็ดเสร็จที่อยู่ในมือ คสช. ไม่ว่าจะพยายามแบ่งงานไปให้รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สปช. หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายขั้นตอนการทำงานยังรวมศูนย์อยู่ที่ คสช.
ที่ผ่านมากระบวนการปฏิรูปจึงถูกมองว่ามีธงไว้ล่วงหน้าว่าจะแก้ไขอะไรบ้าง ตั้งแต่ในชั้น สปช. มาจนถึงการออกกฎหมายที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สนช. ล้วนแต่สามารถกลั่นกรองการออกกฎหมายให้ออกมาตามแนวทางที่ต้องการ
ปัญหานี้ทำให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถไม่อยากเปลืองตัว เอาชื่อเสียง เกียรติประวัติที่สั่งสมมา เข้ามาแลกกับกระบวนการปฏิรูป ที่ไม่รู้ว่าสุดท้ายผลจะออกมาอย่างไร และเป็นที่ยอมรับมากน้อยแค่ไหน
ดังนั้น เพื่อแก้จุดอ่อนตรงนี้จึงต้องแก้ไขโดยใช้การมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาร่วมผลักดันกระบวนการปฏิรูปให้เกิดการยอมรับ เพราะหัวข้อการปฏิรูปหลายๆ เรื่องล้วนแต่มีประเด็นที่สังคมมีความเห็นแตกต่างกันไปหลายทาง ไม่ว่าจะเลือกทางหนึ่งทาง ย่อมมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน
ที่สำคัญในหลายหัวข้อที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ อาทิ เรื่องการปฏิรูปพลังงานที่โยงใยทั้งผลประโยชน์มหาศาลและเกี่ยวข้องไปถึงการวางแนวนโยบายภาครัฐที่จะกำหนดทิศทางโครงสร้างพลังงานในประเทศ ย่อมต้องมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และเป็นแรงเสียดทานของการปฏิรูป
แน่นอนการเปิดกว้างให้แต่ละฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมคิดอ่านดำเนินการปฏิรูปย่อมต้องกินเวลามากกว่า และอาจจะทำให้เกิดการถกเถียงกันมากกว่าการทำตามธงที่ได้มา แต่อย่างน้อยก็จะทำให้การปฏิรูปเป็นที่ยอมรับจากสังคม และทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่สูญเปล่า







