posttoday
เปิดกว้าง"ปฏิรูป"แก้จุดอ่อน สร้างแนวร่วม

เปิดกว้าง"ปฏิรูป"แก้จุดอ่อน สร้างแนวร่วม

02 ตุลาคม 2557

เส้นทางปฏิรูปออกตัวแบบไม่ราบรื่นนัก เมื่อกระบวนการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางปฏิรูปออกตัวแบบไม่ราบรื่นนัก เมื่อกระบวนการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 250 คน ถูกกังขาว่า “ล็อกสเปก” วางตัวกันมาตั้งแต่ต้น ขั้นตอนการสรรหาที่กำหนดกฎเกณฑ์มาอย่างดี จึงกลายเป็นเพียงแค่พิธีกรรมสร้างความชอบธรรม

ทว่าเบื้องต้นจากรายชื่อที่ปรากฏออกมา 173 รายชื่อ ในสัดส่วนของ สปช. 11 ด้าน จะพบว่า บุคคล ดี เด่น ดัง ที่ถูกคัดเลือกเข้ามานั้นยังไม่โดดเด่นเพียงพอจะสร้างหลักประกันให้กับการปฏิรูปที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมเวลานี้ได้

หากพิจารณาในรายละเอียด สปช.ในหลายๆ ด้านที่ถูกคัดสรรเข้ามายังไม่ใช่มือหนึ่งหรือมือดีในแวดวงนั้นๆ แม้หลายคนจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคม แต่นั่นย่อมไม่เพียงพอกับการ “ปฏิรูป” จัดวางโครงสร้างประเทศกันใหม่

หลายด้านมีมือดีที่คร่ำหวอดอยู่แวดวงนั้นๆ ทั้งนักวิชาการ อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่ทว่ายังขาดความหลากหลายที่จะมาช่วยมองปัญหาได้อย่างครอบคลุมรอบด้าน โดยเฉพาะการขาดตัวแทนจากภาคประชาชน คนทำงานในระดับปฏิบัติ ซึ่งย่อมส่งผลต่อทิศทางการปฏิรูป

ยังไม่รวมกับข้อครหาว่าเลือกตัวแทนจากคนใกล้ชิดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปิดกั้นไม่ให้ขั้วอำนาจเก่า อดีตรัฐบาล หรือฝ่ายต่อต้าน คสช.เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูป ซึ่งจะยิ่งทำให้การปฏิรูปครั้งนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ

สอดรับกับความพยายามปกปิดเรื่องการสรรหา สปช.ให้เป็นความลับในชั้นการสรรหา โดยต้องการให้รู้พร้อมกันทั้งประเทศด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาอธิบายว่าป้องกันการวิ่งเต้น แม้หลายฝ่ายจะพยายามเรียกร้องให้เปิดเผยรายละเอียดการสรรหา เพื่อแสดงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่ก็ไม่เป็นผล นั่นยิ่งทำให้เพิ่มความสงสัยในกระบวนการสรรหามากยิ่งขึ้น

บทเรียนจากรัฐประหาร 2549 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบ หรือแม้แต่บุคลากร องค์กรที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐประหาร ล้วนแต่ถูกตีตราว่าเป็น “ผลไม้พิษ” จนนำมาสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านไม่ยอมรับ

แม้แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ผ่านการลงมติเห็นชอบจากประชาชนแล้ว ยังถูกตั้งแง่ว่าเป็นการทำประชามติในช่วงที่บรรยากาศยังไม่เป็นประชาธิปไตย และนำมาสู่การปลุกกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญ และบานปลายเป็นหนึ่งในชนวนที่นำมาสู่รัฐประหารครั้งนี้

ดังนั้น หากเส้นทางการปฏิรูปยังไม่เป็นที่ยอมรับ โอกาสที่บ้านเมืองจะก้าวไปสู่วังวนเดิมๆ ย่อมเป็นไปได้สูง

ทางออกที่จะทำให้การปฏิรูปตรงนี้เป็นที่ยอมรับของสังคม คือ การเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น หรือมีข้อเสนอแนะใดๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนได้ส่วนเสีย

ไม่ใช่งุบงิบทำกันอยู่เพียงแค่ สปช. 250 คนเท่านั้น หรือแม้แต่แนวคิดที่เตรียมดึงเอาคนที่ตกรอบการสรรหาไม่ได้เป็นตัวจริง สปช. 250 คน แต่ผ่านการสรรหารอบแรก 550 คน มาร่วมเป็นคณะ

กรรมาธิการและอนุกรรมการพร้อมแบ่งงานให้ช่วยกันทำแบบคู่ขนาน ทว่านั่นยังไม่เพียงพอที่จะสร้างการยอมรับให้เกิดขึ้นในสังคมวงกว้างได้

ขั้นตอนการทำงานของ สปช. จึงจำเป็นต้องลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นประชาชน ตั้งเวทีประชาพิจารณ์ในแต่ละเรื่อง หรือจะดึงมือไม้คนทำงานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาเสริมทีม แต่ทั้งหมดนี้จะต้องทำอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดการปฏิรูปที่มีประสิทธิภาพ ตรงจุด และยั่งยืน

ไม่ใช่แค่ไปทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นพอเป็นพิธี เพื่อนำผลที่ได้มาสร้างความชอบธรรมเดินหน้าปฏิรูปไปตามแนวทางที่มีธงไว้แล้วเท่านั้น ย่อมทำให้ผลของการปฏิรูปไม่เป็นที่ยอมรับและเกิดกระแสคัดค้านในที่สุด

จุดอ่อนสำคัญประการหนึ่ง คือกระบวนการเบ็ดเสร็จที่อยู่ในมือ คสช. ไม่ว่าจะพยายามแบ่งงานไปให้รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สปช. หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายขั้นตอนการทำงานยังรวมศูนย์อยู่ที่ คสช.

ที่ผ่านมากระบวนการปฏิรูปจึงถูกมองว่ามีธงไว้ล่วงหน้าว่าจะแก้ไขอะไรบ้าง ตั้งแต่ในชั้น สปช. มาจนถึงการออกกฎหมายที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สนช. ล้วนแต่สามารถกลั่นกรองการออกกฎหมายให้ออกมาตามแนวทางที่ต้องการ

ปัญหานี้ทำให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถไม่อยากเปลืองตัว เอาชื่อเสียง เกียรติประวัติที่สั่งสมมา เข้ามาแลกกับกระบวนการปฏิรูป ที่ไม่รู้ว่าสุดท้ายผลจะออกมาอย่างไร และเป็นที่ยอมรับมากน้อยแค่ไหน

ดังนั้น เพื่อแก้จุดอ่อนตรงนี้จึงต้องแก้ไขโดยใช้การมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาร่วมผลักดันกระบวนการปฏิรูปให้เกิดการยอมรับ เพราะหัวข้อการปฏิรูปหลายๆ เรื่องล้วนแต่มีประเด็นที่สังคมมีความเห็นแตกต่างกันไปหลายทาง ไม่ว่าจะเลือกทางหนึ่งทาง ย่อมมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน

ที่สำคัญในหลายหัวข้อที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ อาทิ เรื่องการปฏิรูปพลังงานที่โยงใยทั้งผลประโยชน์มหาศาลและเกี่ยวข้องไปถึงการวางแนวนโยบายภาครัฐที่จะกำหนดทิศทางโครงสร้างพลังงานในประเทศ ย่อมต้องมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และเป็นแรงเสียดทานของการปฏิรูป

แน่นอนการเปิดกว้างให้แต่ละฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมคิดอ่านดำเนินการปฏิรูปย่อมต้องกินเวลามากกว่า และอาจจะทำให้เกิดการถกเถียงกันมากกว่าการทำตามธงที่ได้มา แต่อย่างน้อยก็จะทำให้การปฏิรูปเป็นที่ยอมรับจากสังคม และทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่สูญเปล่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท