
ต่างชาติส่ายหน้า"สายรัดข้อมือนักท่องเที่ยว"
หลังเหตุฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของไทยก็ยังจับคนร้ายไม่ได้จนถึงวันนี้ ส่งผลให้ประเทศไทยเร่งกู้ภาพลักษณ์เพื่อยื้อการท่องเที่ยวและหาทางสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวโดยเร็วที่สุด
หลังเหตุฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของไทยก็ยังจับคนร้ายไม่ได้จนถึงวันนี้ ส่งผลให้ประเทศไทยเร่งกู้ภาพลักษณ์เพื่อยื้อการท่องเที่ยวและหาทางสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวโดยเร็วที่สุด
กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ออกไอเดียในการให้สายรัดข้อมือ ซึ่งมีการระบุโรงแรมที่พักเอาไว้ให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อจะได้ให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ปาร์ตี้จนเมาหรือหลงทาง นอกจากนี้อาจจะมีการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวนักท่องเที่ยวในอนาคตอีกด้วย
ทว่าไอเดียต่างๆ นั้น นักเขียนต่างชาติกลับเห็นว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างเห็นได้ชัด
โคล ฮัมมิลตัน นักเขียนของ ดิ อินดิเพนเดนต์ สื่อประเทศอังกฤษ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าวว่า การที่นักท่องเที่ยวต้องใส่สายรัดข้อมือเป็นไอเดียที่เลวร้ายมาก ด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้
ประการแรก การที่นักท่องเที่ยวสวมใส่สายรัดข้อมือจะเป็นการระบุตัวว่าใครคือนักท่องเที่ยว ซึ่งตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจากอังกฤษเสียชีวิตที่ประเทศไทยรวมทั้งหมด 13 ราย
แม้สาเหตุการฆาตกรรมที่เกาะเต่าจะยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่ผู้เสียชีวิตทั้ง 13 รายมีร่วมกัน คือการเป็นชาวต่างชาติ
ฮัมมิลตัน กล่าวว่า “การสวมใส่สายรัดข้อมือถือว่าเป็นการบ่งบอกว่าชาวต่างชาตินั้นเปราะบาง ไร้เดียงสามากในสถานที่ไม่คุ้นเคยขนาดนั้นเลยหรือ”
ประการที่สอง คือเรื่องของความเป็นส่วนตัว ที่คงไม่มีใครอยากจะไปท่องเที่ยวเพื่อจะถูกสอดส่องให้มากขึ้น การให้สายติดตามหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว ถือว่าเป็นการกระทบต่อความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพของนักท่องเที่ยว
ประการสุดท้ายนั้นสำคัญที่สุด การติดสายรัดข้อมือให้แก่นักท่องเที่ยวกลายเป็นการแสดงทัศนคติกล่าวโทษนักท่องเที่ยวเมื่อเกิดเหตุร้าย หรือเป็นการบอกเป็นนัยว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็เป็นเพราะนักท่องเที่ยวนั้นไม่ระวังตัวเอง ไม่ใช่ความรับผิดชอบใดๆ ของคนร้ายที่ก่อเหตุ
การกล่าวโทษผู้เสียหายเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ในอังกฤษเองก็มีการรณรงค์ให้ผู้หญิงถ่ายภาพตัวเองเมื่อกลับถึงบ้านหลังงานปาร์ตี้เช่นเดียวกัน
ฮัมมิลตัน แสดงความคิดเห็นว่า “การให้ผู้หญิงถ่ายภาพตัวเองหลังกลับสู่บ้านอย่างปลอดภัยแล้ว ราวกับเป็นการบอกให้ผู้หญิงเหล่าเฉลิมฉลองว่ากลับถึงบ้านโดยไร้รอยขีดข่วน ทำไมไม่บอกให้ผู้หญิงเลิกไปปาร์ตี้และดื่มแอลกอฮอล์ หรือทำไมไม่ห้ามผู้หญิงออกจากบ้านไปเสียเลย”
ทั้งการใส่สายรัดข้อมือและการให้ผู้หญิงถ่ายภาพเมื่อถึงบ้านเป็นการโยนภาระความรับผิดชอบให้กับเหยื่อ และละเลยการหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ
ฮัมมิลตัน ระบุทิ้งท้ายว่า “บางทีตำรวจไทยควรพยายามที่จะจัดการอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแก๊งผู้มีอิทธิพลในประเทศ และปล่อยให้นักท่องเที่ยวได้สนุกกับวันหยุดโดยไม่ต้องมีภัยอะไร (รวมทั้งสายรัดข้อมือ) มาคุกคามเหมือนทุกวันนี้”







